Thairath
“พีระพันธุ์” ชี้ การกลับคำของพยานคดีฮั้ว สว. คนเดียว ไม่ควรถูกนำมาเปลี่ยนทิศทางคดี
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
“พีระพันธุ์” ชี้คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการ ย้ำ กกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน ส่งศาลตัดสิน ไม่ควรเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางคน ระบุการกลับคำให้การของพยานเพียงคนเดียว ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางของคดี
Key facts
- วันที่ 16 ก.ย. 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วโกง สว. เพียง 77 ราย ว่า
- ชี้คดีฮั้ว สว. ต้องดำเนินการทั้งขบวนการ ย้ำ กกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน ส่งศาลตัดสิน ไม่ควรเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางคน ระบุการกลับคำให้การของพยานเพียงคนเดียว ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางของคดี
- นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อถึงการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพยานบางรายที่กลับคำให้การว่า การกลับคำให้การของพยานเพียงคนเดียว ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางของคดี
Summary
วันที่ 16 ก.ย. 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วโกง สว. เพียง 77 ราย ว่า หากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการ การดำเนินคดีก็ควรครอบคลุมบุคคลทั้งหมดที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้อง ไม่ควรเลือกดำเนินการเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากมีการแบ่งหน้าที่กันทำและมีเจตนาร่วมกัน การพิจารณาความรับผิดควรมองภาพรวมของการกระทำทั้งกลุ่ม
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อถึงการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพยานบางรายที่กลับคำให้การว่า การกลับคำให้การของพยานเพียงคนเดียว ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุหลักในการยุติหรือเปลี่ยนทิศทางของคดี หากยังมีพยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่นที่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ อีกทั้งพยานที่อ้างว่ามีคนข่มขู่ แต่ไม่ปรากฏว่า ใครข่มขู่และมีการข่มขู่จริงหรือไม่ ทั้งนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลัง ว่าการกลับคำให้การเกิดจากการชักจูง กดดัน หรือมีการตกลงช่วยเหลือกันเพื่อให้บุคคลใดหลุดพ้นจากความรับผิด