Siam Blockchain
Bitmine ทุ่มซื้อ Ethereum เพิ่มอีก 27,180 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 68 ล้านดอลลาร์
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลที่เน้นลงทุนใน Ethereum อย่าง Bitmine ได้เข้าซื้อเหรียญ ETH เพิ่มอีก 27,180 เหรียญคิดเป็นมูลค่าราว 68 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งทำให้ยอดถือครองรวมพุ่งสูงถึง 5,956,378 เหรียญ
Key facts
- บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลที่เน้นลงทุนใน Ethereum อย่าง Bitmine ได้เข้าซื้อเหรียญ ETH เพิ่มอีก 27,180 เหรียญคิดเป็นมูลค่าราว 68 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งทำให้ยอดถือครองรวมพุ่งสูงถึง 5,956,378 เหรียญ
- การเดินหน้ากว้านซื้ออย่างต่อเนื่องนี้ทำให้บริษัทเข้าใกล้เป้าหมายในการครอบครองอุปทาน 5% ของเหรียญ ETH ทั้งหมดในตลาดเข้าไปทุกทีโดยต้องการอีกเพียง 144,000 เหรียญเท่านั้นก็จะบรรลุเป้าหมายที่ 6.1 ล้านเหรียญ
- Tom Lee ประธานบริษัท Bitmine มองเห็นปัจจัยบวกหลายประการที่จะผลักดันราคาในช่วงปลายปีทั้งความแข็งแกร่งของสัดส่วนราคา ETH ต่อ Bitcoin ที่พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมรวมถึงการโหวตร่างกฎหมาย CLARITY Act และแรงซื้อที่กลับมาจากนักลงทุนเกาหลีใต้
Summary
Bitmine ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่มุ่งเน้นการลงทุนใน Ethereum ยังคงเดินหน้ากว้านซื้อสินทรัพย์เข้าพอร์ตอย่างดุดัน ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อเหรียญ ETH เพิ่มอีก 27,180 เหรียญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 68 ล้านดอลลาร์ตามราคาตลาดที่อยู่สูงกว่า 2,500 ดอลลาร์เล็กน้อย การเข้าซื้อในครั้งนี้ส่งผลให้ยอดการถือครองเหรียญ ETH ของบริษัทพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 5,956,378 เหรียญ ซึ่งเมื่อคำนวณจากอุปทานทั้งหมดของ Ethereum ที่มีอยู่ราว 122 ล้านเหรียญ จะพบว่า Bitmine
กลยุทธ์การสะสมเหรียญของ Bitmine ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในทุกสัปดาห์นับตั้งแต่เริ่มประกาศนโยบายคลังสินทรัพย์ Ethereum เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2025 ทางด้าน Tom Lee ประธานของ Bitmine และผู้ก่อตั้ง Fundstrat ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่า Ethereum กำลังจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกหลายอย่างในช่วงไม่กี่เดือนสุดท้ายของปีนี้ ปัจจัยแรกคือความแข็งแกร่งของ Ethereum เมื่อเทียบกับ Bitcoin โดยสัดส่วนราคา ETH ต่อ Bitcoin ได้ปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา และสามารถทะลุผ่านเส้นแนวโน้มขาลงที่กดดันตลาดมาตั้งแต่ปี
นอกจากปัจจัยด้านโครงสร้างและเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังจับตาดูปัจจัยทางการเมืองและกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยเฉพาะการโหวตร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตหรือ CLARITY Act ของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันอังคารนี้ ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบก็จะเป็นการปลดล็อกความกังวลและสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมอย่างมาก รวมไปถึงการส่งสัญญาณว่านักลงทุนจากฝั่งเกาหลีใต้เริ่มกลับมามีแรงซื้อในตลาดคริปโตอีกครั้ง