PPTV HD 36
เงินบาทเปิด 33.23 บาท ทรงตัว จับตา Fed–ตะวันออกกลาง กดดันค่าเงิน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.23 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.15-33.32 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.30 บาทต่อดอลลาร์
Key facts
- เงินบาทเปิด 32.69 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าเล็กน้อย"
- ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.23 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
- บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และ ความกังวลต่อทิศทางการพัฒนาและลงทุนใน AI สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -3.4%
- ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% ก่อนที่จะย่อตัวลงบ้าง แต่ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับดังกล่าว
Summary
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และ ความกังวลต่อทิศทางการพัฒนาและลงทุนใน AI สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -3.4% ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯใหญ่ อย่าง Alphabet +3.2% และหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.29% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด -0.48%
ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่าเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังเงินดอลลาร์ได้ย่อตัวลง พร้อมกับการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูป อย่างดีเซล จากความหวังว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในช่วงที่ผ่านมา อาจลดระดับความร้อนแรงและคลี่คลายลงบ้าง
แม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% แต่เราประเมินว่าระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดมีจุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวัง (ราว 4 ครั้ง ภายในปีหน้า) และที่สำคัญ เรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ดังกล่าว