Matichon
สกพอ.ชู EEC ลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี เดินหน้าเมกะโปรเจกต์เชื่อมเศรษฐกิจกับชุมชน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซีก้าวต่อไป ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ถึงทิศทางและผลการดำเนินงานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่า EEC ถูกออกแบบให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ ได้แก่ การนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
Key facts
- หลังจาก EEC เดินหน้ามาเป็นเวลา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2561 ผลการดำเนินงานสะท้อนถึงบทบาทของพื้นที่ EEC ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยในปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมของ 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
- ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซีก้าวต่อไป ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ถึงทิศทางและผลการดำเนินงานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
- มีมูลค่ารวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
- ดร.จุฬา กล่าวว่า ตัวเลขที่สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจของ EEC อย่างเป็นรูปธรรม คือมูลค่าการลงทุนจริง โดยข้อมูลสะสมนับตั้งแต่จัดตั้ง EEC พบว่า เงินลงทุนจริงในพื้นที่คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25% ของการลงทุนจริงทั้งประเทศ
Summary
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซีก้าวต่อไป ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ถึงทิศทางและผลการดำเนินงานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่า EEC ถูกออกแบบให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ ได้แก่ การนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หลังจาก EEC เดินหน้ามาเป็นเวลา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2561 ผลการดำเนินงานสะท้อนถึงบทบาทของพื้นที่ EEC ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยในปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมของ 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 66% ภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6%
ทั้งนี้ เศรษฐกิจในพื้นที่ EEC มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยแม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563 เศรษฐกิจจะหดตัว -7.1% แต่พื้นที่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา สกพอ.อยู่ระหว่างเร่งรัดกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยหากนับเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ 2 โครงการดังกล่าว มีมูลค่ารวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่