← Back to KHAO

“ดร.สุวิทย์” ชวนสังคมถอดบทเรียนคดี “สมีโชติ” ชี้ต้องเปลี่ยนจาก “ศรัทธาไร้คำถาม” สู่ “ศรัทธา × ปัญญา” สร้างระบบตรวจสอบพระ–วัด

9 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

เมื่อวันที่  13 กันยายน 2569  ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า

Key facts

Summary

แต่หากบทความนี้จบลงเพียงคำถามว่า “พระรูปหนึ่งทำผิดได้อย่างไร?” มันก็จะเป็นเพียงข่าวอาชญากรรมอีกหนึ่งชิ้นที่ถูกลืมในเวลาไม่นาน คำถามที่ใหญ่กว่าคือ “เหตุใดสังคมของเราจึงมอบศรัทธาให้บุคคล จนบางครั้งยอมวางปัญญาของตัวเองลง?” นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของพระหรือวัด แต่เป็นปัญหาของ “วัฒนธรรมความเชื่อทั้งระบบ” สังคมไทยไม่ได้ขาดปัญญาในระดับปัจเจก หากแต่ยังขาด “สถาปัตยกรรมทางสังคมที่ทำให้การตั้งคำถามเป็นเรื่องปกติ ปลอดภัย และมีต้นทุนต่ำ”

ศรัทธา × ปัญญา จากคดี “สมีโชติ” สู่จินตวิศวกรรมสังคมแห่งความเชื่อ คดี “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งถูกดำเนินคดีจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัดและพฤติกรรมที่ขัดต่อพระธรรมวินัย สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก

“ระบบอุปถัมภ์ในแวดวงศาสนา” อาจทำให้การยอมรับทางสังคมเชื่อมโยงกับความใกล้ชิดหรือความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจทางศาสนา ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมอาจทำให้การศึกษาให้คุณค่ากับการเชื่อฟังมากกว่าการตั้งคำถาม และเมื่อระบบตรวจสอบถ่วงดุลภายในสถาบันยังไม่เข้มแข็ง การตั้งคำถามต่อสิ่งที่ได้รับการยอมรับจึงมักขึ้นอยู่กับความกล้าหาญของปัจเจกบุคคลมากกว่าพลังของระบบ เมื่อ “ต้นทุนของการถาม” สูงกว่า “ต้นทุนของการเชื่อ” ความงมงายก็มีโอกาสเติบโต นี่คือโจทย์ของ “จินตวิศวกรรมสังคม”

Read full article at Ban Muang →