Ban Muang
“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า ยังมีประเด็นที่ต้องทบทวน ทั้งประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า สัดส่วนเชื้อเพลิง การลงทุนโรงไฟฟ้า และภาระจากสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82
Key facts
- ในประเด็นราคาค่าไฟปลีก นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP 2026 ระบุค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย และต้นทุนประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย โดยตัวเลขนี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีการลงทุนอีกจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันที่ กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้เกือบ
- นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ
- นายพีระพันธุ์ ยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 15 ล้านคัน รวมถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปเป็นเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ว่า
- นายพีระพันธุ์ ยังเชื่อมโยงข้อกังวลนี้กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยชี้ให้เห็นว่า การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก และควรพิจารณาความสามารถในการรับภาระของประชาชนควบคู่กัน ไม่ควรเสนอค่าไฟระดับหนึ่งในปัจจุบัน
Summary
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้นหากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน
นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ดังนั้นประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์
ในส่วนของแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก