Krungthep Turakij
‘วิทัย’ ไขบทบาท ‘ธปท.’ ต่าง ‘เฟด’ ต้องสวม 2 หมวก ‘ดูแลดอกเบี้ย-กำกับแบงก์’
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
‘วิทัย’ เปิดบทบาท ธปท.เทียบ ‘เฟด’ ชี้ไทยต้องสวม 2 หมวก ทั้งดูแลนโยบายการเงินและกำกับสถาบันการเงิน เหตุโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นระบบ Bank-Based ขณะที่การลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด จึงต้องเดินหน้าดูแลปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
Key facts
- ข้อมูลก่อนปี 2019 พบว่า SME เคยมีส่วนช่วยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ Contribution to Growth ถึง 1.9% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 1% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีสัดส่วน Contribution to Growth ที่ 1.6% เท่าเดิม
- ในช่วงทดลองสามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วกว่า 70,000 ล้านบาท และมีแผนขยายเป็นโครงการระยะยาว โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีละ 100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับกลไกของ บสย. จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินในระบบได้ถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี
- มากขึ้น ตัวอย่างเช่น กรณีผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตทั้ง Nano Finance ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ย 33% และ Personal Loan ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ย 25% แต่กลับให้ลูกค้ากู้ในอัตราที่สูงกว่าทั้งหมด โดยไม่ได้ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของการกู้
- เมื่อ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%ธนาคารพาณิชย์จะส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เช่น MLR และ MRR ได้ประมาณ 40% หรือราว 10-11 สตางค์ หรือ 0.10-0.11%เท่านั้น
- เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นไปถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อไทยจึงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย โดยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนรุนแรงเหมือนประเทศอื่นที่เริ่มต้นจากฐานเงินเฟ้อสูง
- เสถียรภาพระบบการเงินแข็งแรง แต่เศรษฐกิจโตต่ำ
- เมื่อพิจารณา SME ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด 30% แรก พบว่าเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ที่มีประสิทธิภาพในระดับเดียวกันเข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 63%
- นอกจากนี้พบว่า ธุรกิจใหม่ที่มีอายุ 0-5 ปี ซึ่งมักมีกำไรสูงกว่าธุรกิจเก่า กลับเข้าถึงสินเชื่อได้น้อยมากเพียง 11% เนื่องจากไม่มีประวัติเครดิตและหลักประกัน
Summary
นาย วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท. ) กล่าวปาฐกถาพิเศษเนื่องในงาน “ มิติหุ้น ” ภายใต้หัวข้อ “ Capital Purpose ” ว่า หากพูดถึงเศรษฐกิจในภาพรวม สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการทำให้จีดีพีเติบโต แต่ต้องเป็นการเติบโตที่ทั่วถึง(Inclusive)
และท่ามกลางวิกฤติหลายด้านที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องอาศัยการจัดสรรเงินทุนผ่านสถาบันการเงินทุกประเภท ทั้งธนาคารและ Non-bank รวมถึง ตลาดทุน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อภาคธุรกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ขณะที่ มาตรการ QE ไม่สามารถนำมาใช้ในลักษณะเดียวกับสหรัฐฯ เนื่องจากดอกเบี้ยระยะยาวของไทยอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้ว หากอัดฉีดปริมาณเงินเข้าไป เงินจะถูกดูดซับกลับมายังธปท.ผ่านตลาด RP ตามกลไกตลาดของธนาคารพาณิชย์ ทำให้การเพิ่ม Money Supply ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ