← Back to KHAO

ศุภชัย ชี้ข้อเรียกร้องสั่งฟ้อง สว. เหวี่ยงแห 229 คนไม่ถูกต้อง อ้างสำนวนมีพิษ-ข่มขู่พยาน ตั้งธงล้มภูมิใจไทย 14 ก.ย. อาจช็อกกว่านี้

3 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

ศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในรัฐสภา พร้อมข้อความพาดหัวข่าว

วันนี้ (10 กันยายน) ที่รัฐสภา ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายตอนหนึ่งต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในมาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตอนหนึ่งว่า มีคนตั้งธงให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ตามสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ทั้งนี้ การทำคดีดังกล่าวมีธงตั้งแต่ต้น และตนตรวจสอบแล้วพบว่า

Key facts

Summary

ศุภชัยอภิปรายต่อว่า คดีที่เกิดขึ้นตนทราบว่ามีการกันคนไว้เป็นพยาน เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะหาก กกต. สอบสวนไม่เคยกันใครเป็นพยาน แต่สำนวนคดีที่เปิดเผยกันนั้น ระบุเลขรหัสพยาน ซึ่งเป็นขั้นตอนของดีเอสไอ และในสำนวนมีรายละเอียดที่น่ากลัวและหนักมาก แต่ไม่เคยถูกเปิดสำนวนด้านนี้ คือ คดีดังกล่าวมีการข่มขู่เพื่อใส่ร้ายบุคคล คือ มีบุคคลคนหนึ่งยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนจะใช้ดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายการเมือง และพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ ในข้อกล่าวหา ทราบหรือไม่ว่าทั้ง 229 คนนั้นมีเนื้อหาเหมือนกัน เขียนบนกระดาษแผ่นเดียว และใช้วิธีเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่วิธีการดังกล่าวไม่เกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้น มีโทษจำคุก สิ่งเหล่านี้เป็นข้อกล่าวหา บอกว่าต้องสั่งฟ้อง 229 คน แบบเหวี่ยงแหฟ้องทุกคนไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม ต้องพิจารณาว่าคนกระทำผิด พฤติกรรมเข้าองค์ประกอบตามกฎหมายหรือไม่

“แบบนี้ไม่ใช่ดีลเพื่อความยุติธรรม แต่เป็นผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ ผลคือใช้การไม่ได้ เพราะหลักกฎหมายต้องพิสูจน์ มีเหตุมีผลพอว่าคนนั้นกระทำผิด ทั้งสำนวนเป็นสำนวนที่เป็นพิษ ที่มาจากการข่มขู่พยาน สิ่งที่ห่วงคือ วันที่ 14 กันยายน คดีจะช็อกมากกว่านี้ เพราะเต็มไปด้วยพิษ เรื่องนี้อยู่ในสำนวน แต่ไม่หยิบมาพูด หากไม่มีวาระซ่อนเร้น ทั้งหมดหวังมุมการเมือง จะล้ม สว. ได้หรือไม่ไม่เป็นไร ขอให้ล้มพรรคภูมิใจไทยให้ได้” ศุภชัยอภิปราย

Read full article at The Standard →