Siam Blockchain
สหรัฐฯ ทุ่ม 300 ล้านดอลลาร์ดันควอนตัม บีบ Bitcoin และ Ethereum เร่งแก้ระบบความปลอดภัยรับมือปี 2029
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อนุมัติงบสนับสนุนจากกฎหมาย CHIPS Act รายละสูงสุด 100 ล้านดอลลาร์ให้กับสามบริษัทผู้บุกเบิกเทคโนโลยีควอนตัมอย่าง Rigetti และ D-Wave รวมถึง Quantinuum เพื่อเร่งขยายขนาดฮาร์ดแวร์และพัฒนาระบบประมวลผลที่ปราศจากข้อผิดพลาด
Key facts
- กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อนุมัติงบสนับสนุนจากกฎหมาย CHIPS Act รายละสูงสุด 100 ล้านดอลลาร์ให้กับสามบริษัทผู้บุกเบิกเทคโนโลยีควอนตัมอย่าง Rigetti และ D-Wave รวมถึง Quantinuum เพื่อเร่งขยายขนาดฮาร์ดแวร์และพัฒนาระบบประมวลผลที่ปราศจากข้อผิดพลาด
- ฝั่งนักพัฒนา Ethereum ได้กำหนดเส้นตายภายในเดือนธันวาคม 2029 เพื่ออัปเกรดระบบ Layer 1 ให้ต้านทานการโจมตีจากควอนตัมได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่ชุมชน Bitcoin ก็เริ่มเร่งผลักดันข้อเสนอ BIP-360 และ BIP-361 เพื่อเตรียมแนวทางในการยกเลิกระบบลายเซ็นดิจิทัลเดิมและย้ายไปสู่มาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยกว่า
- อุปสรรคสำคัญของ Bitcoin คือเหรียญจำนวนมหาศาลซึ่งรวมถึง 1 ล้าน BTC ของ Satoshi Nakamoto ที่ยังค้างอยู่ในกระเป๋าเงินยุคเก่าที่เคยเปิดเผย Public Key สู่สาธารณะแล้ว ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกถอดรหัสหรืออาจต้องถูกล็อกทิ้งไว้หากเจ้าของไม่ยอมเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ออกมาก่อนที่เครือข่ายจะตัดการเชื่อมต่อระบบเก่า
Summary
การแข่งขันเพื่อเอาชีวิตรอดของโลกคริปโตกำลังเริ่มนับถอยหลังอย่างจริงจัง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินก้อนโตผ่านกระทรวงพาณิชย์เพื่อสนับสนุนบริษัทพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ชั้นนำถึงสามแห่ง ภายใต้งบประมาณจากกฎหมาย CHIPS Act รายละสูงสุดถึง 100 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งเข้าถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัทเหล่านั้น เม็ดเงินเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตและพัฒนาระบบแก้ไขข้อผิดพลาดของเครื่องควอนตัม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้นักพัฒนาของทั้ง Bitcoin และ Ethereum ต้องเร่งฝีเท้าเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวัน Q-day หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังมากพอที่จะเจาะระบบรหัสลับได้ โดยทางมูลนิธิ Ethereum ได้ปักหมุดหมายที่ชัดเจนไว้แล้วว่าจะต้องทำให้เครือข่าย Layer 1 ปลอดภัยจากการโจมตีของควอนตัมภายในเดือนธันวาคม 2029 ซึ่งจะครอบคลุมทั้งระบบการทำงาน การประมวลผล และการจัดเก็บข้อมูล ขณะที่ทางฝั่ง Bitcoin แม้จะไม่มีการขีดเส้นตายที่แน่นอนเหมือนกันทั้งเครือข่าย
แม้ว่าภาพรวมของการถูกเจาะระบบอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากรายงานจาก Google Quantum AI ระบุว่าการจะถอดรหัสความปลอดภัยของบล็อกเชนได้อาจต้องใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีอนุภาคคิวบิตแบบไร้ข้อผิดพลาดมากกว่า 1,200 คิวบิต ซึ่งยังห่างไกลจากแผนการสร้างเครื่อง Starling ของ IBM ในปี 2029 ที่ตั้งเป้าไว้เพียง 200 คิวบิต แต่สิ่งที่ทำให้นักพัฒนาไม่สามารถนิ่งนอนใจได้คือความยุ่งยากในการปรับปรุงระบบ โดยเฉพาะเครือข่าย Bitcoin