Bangkok Today
“BEDO” ดัน 10 วิสาหกิจชุมชนสู่เวทีการค้า ยกระดับ “ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ” ชู Product Champion ผสานความหลากหลายจากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดสากล
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
กรุงเทพฯ – 9 กันยายน 2569 สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ประกาศความสำเร็จโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพชุมชน (Product Champion) เพื่อเข้าสู่ช่องทางการตลาด ปั้น 10 วิสาหกิจชุมชน สู่การเป็นผู้ประกอบการตัวจริง นำร่องพาสินค้าเจรจาธุรกิจในงาน Bio Trade Connect 2026 สร้างปรากฏการณ์จับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ได้กว่า 30 คู่เจรจา กวาดมูลค่าซื้อขายเบื้องต้นกว่า 10 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าผลักดันยอดขายทะยานสู่ 100 ล้านบาท ภายในปี 2570
Key facts
- ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากความมุ่งมั่นที่จะนำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ในท้องถิ่น และ “ภูมิปัญญาดั้งเดิม”
- มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ควบคู่กับการ ยกระดับและขยายช่องทางการตลาด
- ดร.ธนิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จไม่ใช่เพียงการยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพเท่านั้น แต่โครงการยังมุ่งพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจ เพราะต้นทุนทางความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นจะเกิดคุณค่าและรักษาให้ยาวนาน จากการสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นจริง
Summary
ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดจากความมุ่งมั่นที่จะนำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ในท้องถิ่น และ “ภูมิปัญญาดั้งเดิม”
โดยตลอดโครงการที่ผ่านมา มีการศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ แนวโน้มของผู้บริโภค แล้วนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลการศึกษาดังกล่าว จากนั้นจึงได้ยกระดับผลิตภัณฑ์และทดลองตลาด จากนั้นนำต้นแบบผลิตภัณฑ์ 5 รายการไปจำหน่ายในร้านสมุนไพรภูมิใจไทย ที่มี 9 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และ บนแพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติไทยบน Nexgen commerce ได้แก่ มะม่วงมหาชนกฟรีซดรายมินิป๊อป ตราชนะ, ชญานิน เพอร์ซิมมอน แอมลา บอดี้ วอซ, โซคูน ชุดสบู่ใยไหมธรรมชาติ,
สำหรับก้าวต่อไป โครงการฯ มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าขยายผลความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่า จากเครือข่ายคู่ค้าที่เกิดขึ้น แผนการตลาดที่ชัดเจนและคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐาน จะสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าการซื้อขายผลิตภัณฑ์ชีวภาพของชุมชนในโครงการฯ ได้สูงถึง 100 ล้านบาท ภายในปี 2570 ซึ่งจะเป็นการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจายรายได้สู่ฐานราก ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนต่อ