European Union · Post Today
EU เริ่มใช้ PPWR กฎหมายใหม่เขย่าธุรกิจไทย บรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
EU เริ่มใช้กฎหมาย PPWR พลิกกติกาบรรจุภัณฑ์ครั้งใหญ่ ตั้งแต่ลดใช้ ใช้ซ้ำ รีไซเคิล ถึงคุม PFAS ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัวก่อนเสียโอกาสในตลาดยุโรป
Key facts
- คณะกรรมาธิการยุโรปเคยประเมินว่า หากไม่มีมาตรการใหม่เข้ามาควบคุม ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ในสหภาพยุโรปอาจเพิ่มขึ้นอีก 19% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับฐาน ขณะที่ขยะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 46%
- เป้าหมายลดขยะบรรจุภัณฑ์ 15% ภายในปี 2583
- PPWR กำหนดเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ต่อหัวประชากร เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 โดยต้องลดลงอย่างน้อย 5% ภายในปี 2573 ลดลง 10% ภายในปี 2578 และลดลง 15% ภายในปี 2583
- เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกบางกลุ่มต้องมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลจากขยะพลาสติกหลังการบริโภคอย่างน้อย 10-35% ภายในปี 2573 ขึ้นอยู่กับประเภทของบรรจุภัณฑ์ และเพิ่มขึ้นเป็น 25-65% ในปี 2583 สำหรับบางประเภท
- เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปเริ่มนำข้อกำหนดของ PPWR มาบังคับใช้โดยทั่วไปอย่างเป็นทางการ หลังจากกฎหมาย Regulation (EU) 2025/40 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 โดยกฎหมายฉบับนี้เข้ามาแทนที่ Packaging and
- กฎหมายกำหนดกรอบการพัฒนาระบบ Design for Recycling หรือ D4R ซึ่งจะวางเกณฑ์ในการประเมินและจัดระดับความสามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ โดยข้อกำหนดด้านการออกแบบเพื่อการรีไซเคิลจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 หรือ 24
Summary
สาระสำคัญของกฎหมายมุ่งเน้น 3 แนวทางคือ ลดการใช้ (Reduce), ใช้ซ้ำ (Reuse), และรีไซเคิล (Recycle) โดยกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้องออกแบบให้รีไซเคิลได้ มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ และจำกัดการใช้สารเคมีอันตรายอย่าง PFAS
สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์ใหม่ (PPWR) ที่มีผลโดยตรงกับทุกประเทศสมาชิก เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตขยะ โดยครอบคลุมสินค้าทุกชนิดที่วางจำหน่ายในตลาด EU รวมถึงสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทย
และเปลี่ยนวิธีการกำกับดูแลบรรจุภัณฑ์ของยุโรปจากระบบ “Directive” ซึ่งประเทศสมาชิกต้องนำไปออกกฎหมายภายในประเทศ มาเป็น “Regulation” ที่มีผลใช้บังคับโดยตรงและสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรป