Bangkok Today
“ศุภจี” หนุน กขค. ปฏิรูปการแข่งขัน ดันไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
“ศุภจี” ย้ำการแข่งขันที่เป็นธรรมต้องเป็นเสาหลักยุทธศาสตร์ประเทศ ดัน กขค. จากผู้บังคับใช้ กฎหมายสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก” เปิดทางธุรกิจใหม่ – หนุน SMEs เติบโต พร้อมใช้ “แว่นการแข่งขัน” ทบทวนกฎระเบียบรัฐไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ชี้กติกาที่ชัดเจนและตลาดเปิดกว้างจะเปลี่ยน “การแข่งขัน” ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะที่ กขค. เดินหน้าปฏิรูปการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐานสู่สากล เตรียมพร้อมเศรษฐกิจไทยรับความท้าทายโลก
Key facts
- เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จัดการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026”
- ชู 3 การเปลี่ยนผ่านสร้างการแข่งขันแห่งอนาคต”
- ลดกฎรัฐเป็นอุปสรรคตลาด เพื่อทบทวนว่ากฎระเบียบหรือมาตรการของรัฐมีส่วนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดหรือไม่ พร้อมชื่นชม กขค. ที่ปรับบทบาทจากการบังคับใช้ กฎหมายเชิงรับสู่ “ผู้กำกับดูแลเชิงรุก”
- ย้ำ 3 ทิศทางสำคัญเพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต”
Summary
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลก เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เชื่อมโยงและส่งผลพร้อมกัน จนกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การประกอบธุรกิจรูปแบบเดิมที่เน้นต้นทุนต่ำที่สุด ต้องปรับไปสู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จัดการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “ Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy” หรือ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต”
เมื่อโลกและกติกาเปลี่ยน เราจึงไม่สามารถทำธุรกิจในแบบเดิมได้ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็ว ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ประสิทธิภาพและนวัตกรรมเติบโตได้อย่างเต็มที่ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตลาดภายในประเทศของเราเอง เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง คือรากฐานของธุรกิจไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 34.8%