Krungthep Turakij
น้ำมันแพง พาเรือสินค้า ‘ย้อนยุค’ หวนพึ่ง ‘ใบเรือ-ว่าวยักษ์’
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อ ‘น้ำมันแพง’ กลายเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจเดินเรือ บริษัทเดินเรือญี่ปุ่นจึงหันกลับมาพึ่งพลังงานดั้งเดิมอย่าง ‘ลม’ ผ่านใบเรือไฮเทคและว่าวยักษ์ หวังลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 10% พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดคาร์บอน
Key facts
- ที่ช่วยขับเคลื่อนเรือกลางมหาสมุทร ลดการใช้เชื้อเพลิงได้ “มากกว่า 10%”
- บริษัทกำลังทดสอบว่าวขนาดประมาณ 600 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 10% และมีข้อได้เปรียบตรงที่ใช้พื้นที่ติดตั้งบนเรือน้อยกว่าใบเรือ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งกับเรือได้หลากหลายประเภท โดย K Line
- ซึ่งผลิตจากเหล็กและใยแก้ว คาดว่าจะลดการใช้เชื้อเพลิงบนเส้นทางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่มีลมแรงได้ราว 7-10%
- ปัจจุบัน MOL มีเรือที่ติดตั้ง Wind Challenger จำนวน 3 ลำ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 25 ลำภายในปี 2030 และ 80 ลำภายในปี 2035 พร้อมพัฒนาเรือรุ่นที่ติดตั้งใบเรือถึง 4 ใบร่วมกับบริษัทต่อเรือรายใหญ่ของเกาหลีใต้
- การหันกลับมาใช้ พลังลม เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมเดินเรือต้องรับมือทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมเดินเรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในราวปี 2050
Summary
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า Mitsui O.S.K. Lines ( MOL ) เปิดตัวเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ติดตั้งใบเรือแข็งขนาดยักษ์ 2 ใบ บนเกาะคอเจ ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ โดยเรือลำดังกล่าวสร้างขึ้นที่อู่ต่อเรือของ Hanwha Ocean บริษัทต่อเรือรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เพื่อส่งมอบให้กับ Chevron บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ และถือเป็นเรือ LNG ลำแรกที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้
ก่อนหน้านี้ MOL ทดลองติดตั้งใบเรือ Wind Challenger จำนวน 1 ใบบนเรือบรรทุกถ่านหิน พบว่าสามารถประหยัดเชื้อเพลิงเฉลี่ยได้ 5-8% ต่อเที่ยว ขณะที่เรือ LNG รุ่นใหม่ซึ่งติดตั้ง 2 ใบ คาดว่าจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 12%
ปัจจุบัน MOL มีเรือที่ติดตั้ง Wind Challenger จำนวน 3 ลำ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 25 ลำภายในปี 2030 และ 80 ลำภายในปี 2035 พร้อมพัฒนาเรือรุ่นที่ติดตั้งใบเรือถึง 4 ใบร่วมกับบริษัทต่อเรือรายใหญ่ของเกาหลีใต้