The Standard
มหาเศรษฐีอเมริกันแห่ซื้อประกันชีวิตแบบพิเศษ ที่เงินลงทุนโตแบบปลอดภาษี แต่ห้ามสั่งซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตัวเอง
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
กลุ่มคนรวยที่สุดในสหรัฐฯ กำลังเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่มุมที่เคยเงียบเหงาของธุรกิจประกันชีวิต เพื่อเป้าหมายเดียวคือการลดภาระภาษีของตัวเองลง
Key facts
- สินทรัพย์ในกรมธรรม์ทะลุ 1.45 ล้านล้านบาท
- เกณฑ์ขั้นต่ำเริ่มที่สินทรัพย์ 32.9 ล้านบาท
- บริษัทประกันรายใหญ่ที่สุด 5 แห่งซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลในกรมธรรม์ประเภทนี้มากกว่า 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2025 ตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา Life Insurance Strategies Group
- หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.90 บาท ณ วันที่ 4 กันยายน 2569
- กลุ่มคนรวยที่สุดในสหรัฐฯ กำลังเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่มุมที่เคยเงียบเหงาของธุรกิจประกันชีวิต เพื่อเป้าหมายเดียวคือการลดภาระภาษีของตัวเองลง
- ทว่าในทางปฏิบัติ คนที่ใช้กรมธรรม์นี้มักร่ำรวยกว่าเกณฑ์ดังกล่าวมาก โดยที่ปรึกษาระบุว่าโดยทั่วไปควรใส่เบี้ยประกันอย่างน้อย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงจะประหยัดภาษีได้มากพอที่จะคุ้มกับความซับซ้อนและค่าธรรมเนียม
Summary
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดกระแสนี้คือการที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นมาหลายปี ทำให้ผู้มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากเปลี่ยนโฟกัสจากคำถามว่าจะลงทุนในอะไร มาเป็นคำถามว่าควรวางเงินลงทุนไว้ที่ไหนจึงจะได้เปรียบที่สุด
ในทางปฏิบัติ คำตอบมักหมายถึงการนำการลงทุนที่สร้างดอกเบี้ยสม่ำเสมอหรือกำไรระยะสั้น ไปไว้ในบัญชีที่ปลอดภาษีอย่างบัญชีเพื่อการเกษียณ (IRA) ทว่าบัญชีประเภทนั้นจำกัดวงเงินฝากไว้ที่เพียงปีละ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 246,750 บาท)
นั่นหมายถึงการนำเงินไปไว้ในกองทุนเฉพาะทางที่เรียกว่ากองทุนสำหรับกรมธรรม์ประกันโดยเฉพาะ หรือบัญชีที่บริหารแยกต่างหาก ซึ่งการลงทุนทั้งหมดจะถูกจัดหาและดูแลโดยที่ปรึกษาเพียงฝ่ายเดียว