← Back to KHAO

AI กินไฟมหาศาล จน ‘พลังงาน’ กลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี โอกาสลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร?

6 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

The Secret Sauce Summit 2026

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการลงทุนในธีม AI นักลงทุนส่วนใหญ่มักนึกถึงหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทซอฟต์แวร์เป็นอันดับแรก แต่ในปี 2026 ภาพนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ UOB Privilege Banking มองว่าโอกาสการลงทุนของ AI ในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ฉากหน้าว่าจะเขียนโมเดลให้ฉลาดขึ้นได้อย่างไร แต่โครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และการเชื่อมต่อที่เคลื่อนย้ายข้อมูลจำนวนมหาศาลจะมีความสำคัญมากขึ้น

Key facts

Summary

ในยุคที่ AI กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญและพลิกโฉมในทุกอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่กำลังเติบโตเป็นเงาตามตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า” จากรายงาน Key Questions on Energy and AI ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเติบโตขึ้น 17% ขณะที่เฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะ เติบโตสูงถึง 50% ภายในปีเดียว

AI คือผู้บริโภคพลังงานตัวยง เทคโนโลยี AI ต้องการการประมวลผลที่ซับซ้อนซึ่งแลกมาด้วยการใช้พลังงานที่สูงมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การตั้งคำถามผ่าน ChatGPT 1 ครั้งนั้น ใช้พลังงานมากกว่าการค้นหาข้อมูลผ่าน Google ตามปกติถึง 15 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น ชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ๆ แม้จะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นสองเท่า แต่ก็มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน (สูงสุดถึง 700 วัตต์) และ Data Center ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ด้วยความต้องการด้านการประมวลผล AI ที่มากขึ้น

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดคาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2023-2035 อัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตของความต้องการพลังงานรวมถึง 6 เท่า ซึ่งนั่นหมายความว่า โลกจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในปริมาณที่เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศในทุกๆ ปี

Read full article at The Standard →