PPTV HD 36
โซลาร์สูบน้ำ : ทางรอดชาวนาไทย ปลดล็อกวิกฤตดีเซล
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นายพงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS วิเคราะห์ภาวะพลังงานปัจจุบันกำลังกดดันต้นทุนการผลิต “ข้าว” พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย เนื่องจากชาวนายังต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำเป็นหลัก โดยค่าน้ำมันดีเซลคิดเป็นราว 20% ของต้นทุนการผลิตข้าวทั้งหมด และคาดว่าในปี 2569 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีกราว 20% YoY จากราคาพลังงานที่คาดว่าจะสูงขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำเป็นอีกหนึ่งทางเลือก
Key facts
- Krungthai COMPASS คาด ไทยเก็บเกี่ยวประโยชน์ สิทธิ FTA ได้อีกกว่า 2 แสนล้านบาท
- ผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีโอกาสสร้างรายได้จากการให้บริการติดตั้งระบบดังกล่าวแก่ชาวนาในกลุ่มนี้ราว 850 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ดังกล่าวควรเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประเภท Bifacial N-type TOPCon ซึ่งเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
- Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าชาวนาที่มีพื้นที่นามากกว่า 20 ไร่ จำนวน 2% ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำ คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานราว 4,250 ล้านบาท
- ปัจจุบัน ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบ ของไทยราว 65% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2568 ถูกจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม
Summary
ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่ต่ำกว่า 3.2 กิโลวัตต์ (0.18 กิโลวัตต์/ไร่) ประเมินว่าเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับชาวนาทั่วไปที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยราว 17 ไร่ เนื่องจากต้องใช้น้ำประมาณ 28,050 ลูกบาศก์เมตร/ปี และใช้พลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำราว 5,610 หน่วยไฟฟ้า/ปี เมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนที่ราว 80,000 บาท พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ราว 5 ปี โดยระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำ 16,280
ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำของชาวนามีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่มากกว่า 20 ไร่ ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวมราว 9.2 แสนไร่
ปัจจุบัน ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบ ของไทยราว 65% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2568 ถูกจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ได้ และส่วนเหลือถูกใช้ภายในองค์กร และผลิตไฟฟ้า