Matichon
มท.4 สั่งลุย! ปราบ “ภัยทะเบียนราษฎร์” ปิดช่องโหว่ทั้งระบบ สาวถึงต้นตอไม่จบแค่จับรายคดี
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อวันที่่ 6 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการสั่งให้กรมการปกครองเดินหน้าปราบภัยทะเบียนเชิงรุก นำผลจากปฏิบัติการที่ผ่านมาเป็นฐานขยายผล และไม่หยุดแค่จับรายคดี แต่ให้ตรวจสอบย้อนกลับทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การแจ้งข้อมูล การเพิ่มชื่อ การย้ายทะเบียน ไปจนถึงการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเปิดช่องให้เกิดการทุจริต ต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที
Key facts
- เมื่อวันที่่ 6 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการสั่งให้กรมการปกครองเดินหน้าปราบภัยทะเบียนเชิงรุก นำผลจากปฏิบัติการที่ผ่านมาเป็นฐานขยายผล และไม่หยุดแค่จับรายคดี
- สิ่งที่เรากำลังทำคือปิดช่องตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยตามแก้ ใครทำผิดต้องถูกดำเนินการ ใครเปิดช่องให้เกิดการทุจริตก็ต้องรับผิด และช่องโหว่ที่พบต้องถูกแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำ”
- นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ผลจากปฏิบัติการที่ผ่านมาไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสถิติการจับกุม แต่จะนำมาใช้เป็น บทเรียนจากพื้นที่จริง เพื่อค้นหารูปแบบความผิดปกติ และตรวจสอบว่ามีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นหรือไม่
- เจอคนผิดต้องจัดการ เจอขบวนการต้องขยายผล เจอช่องโหว่ต้องปิด นี่คือแนวทางของการปราบภัยทะเบียน จากนี้สั่งให้ลุยต่อ ไม่ใช่จบแค่คดีที่จับได้ แต่ต้องเอาข้อมูลจากทุกปฏิบัติการมาวิเคราะห์หาความผิดปกติในพื้นที่อื่นด้วย โดยกำหนดแนวทางทำงานให้ชัดเจน
Summary
เมื่อวันที่่ 6 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการสั่งให้กรมการปกครองเดินหน้าปราบภัยทะเบียนเชิงรุก นำผลจากปฏิบัติการที่ผ่านมาเป็นฐานขยายผล และไม่หยุดแค่จับรายคดี แต่ให้ตรวจสอบย้อนกลับทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การแจ้งข้อมูล การเพิ่มชื่อ การย้ายทะเบียน ไปจนถึงการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเปิดช่องให้เกิดการทุจริต ต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที
“สิ่งที่เรากำลังทำคือปิดช่องตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยตามแก้ ใครทำผิดต้องถูกดำเนินการ ใครเปิดช่องให้เกิดการทุจริตก็ต้องรับผิด และช่องโหว่ที่พบต้องถูกแก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำ” นายวรศิษฎ์ กล่าว
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ผลจากปฏิบัติการที่ผ่านมาไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสถิติการจับกุม แต่จะนำมาใช้เป็น บทเรียนจากพื้นที่จริง เพื่อค้นหารูปแบบความผิดปกติ และตรวจสอบว่ามีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นหรือไม่ ทั้งนี้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลและทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบรายการที่มีลักษณะผิดปกติ การเชื่อมโยงข้อมูลบุคคล และการตรวจสอบกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถพบความผิดปกติก่อนที่จะขยายเป็นปัญหาใหญ่
“เจอคนผิดต้องจัดการ เจอขบวนการต้องขยายผล เจอช่องโหว่ต้องปิด นี่คือแนวทางของการปราบภัยทะเบียน จากนี้สั่งให้ลุยต่อ ไม่ใช่จบแค่คดีที่จับได้ แต่ต้องเอาข้อมูลจากทุกปฏิบัติการมาวิเคราะห์หาความผิดปกติในพื้นที่อื่นด้วย โดยกำหนดแนวทางทำงานให้ชัดเจน “ตรวจให้เจอ–ขยายผลให้ถึง–จัดการคนผิด–ปิดช่องโหว่” เพื่อไม่ให้ระบบทะเบียนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสวมสิทธิหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” นายวรศิษฎ์ กล่าว