Prachachat
จุดพลุราคากลาง ‘ค่ารอบไรเดอร์’ กำกับแพลตฟอร์ม-คุ้มครองแรงงาน ?
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ปมขัดแย้งระหว่างกลุ่มไรเดอร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการขนส่งพัสดุแบบเร่งด่วน (On Demand Delivery) เกี่ยวกับค่าตอบแทน/กิโลเมตร หรือ “ค่ารอบ” ปะทุขึ้นอีกครั้งจากกรณีกลุ่มไรเดอร์ Lalamove และสหภาพไรเดอร์รวมตัวกันหยุดงาน และนัดชุมนุมยื่นข้อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอดด้า) เป็นต้น
Key facts
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่า การเจรจาระหว่างสองฝ่ายมีการอ้างข้อมูลที่ไม่ตรงกัน กล่าวคือ ฝั่งไรเดอร์อ้างว่าจากยอดออร์เดอร์ทั้งหมด กว่า 80% ได้รับค่ารอบต่ำถึง 3 บาท ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของไรเดอร์อยู่ราว 3.7 บาท แต่ฝั่ง Lalamove
- ปมขัดแย้งระหว่างกลุ่มไรเดอร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการขนส่งพัสดุแบบเร่งด่วน (On Demand Delivery) เกี่ยวกับค่าตอบแทน/กิโลเมตร หรือ “ค่ารอบ”
- นอกเหนือไปจากการยื่นหนังสือถึงบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรง โดยระบุว่าไรเดอร์จำนวนมากได้รับค่ารอบในอัตราที่ต่ำมาก เพียง 3 บาทต่อกิโลเมตร พร้อมยื่นข้อเสนอที่ 10 บาทต่อกิโลเมตร
- นามสมมติ ตัวแทนฝั่งไรเดอร์ เปิดเผยว่า เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาค่ารอบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-13 บาท/กิโลเมตร หรือมากกว่า ก่อนจะลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือราว 3 บาทไม่รวมต้นทุนแฝงอื่น ๆ อย่างค่าธรรมเนียม
- กรณีการฟ้องร้องต่อศาลแรงงานชั้นต้น (ศาลแรงงานภาค 2) เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานนั้น เกิดขึ้นในปี 2565 – 2566 ก่อนที่คดีจะมีการอุทธรณ์ และมีคำพิพากษาถึงที่สุดออกมาในปี 2567 ว่า “ไรเดอร์ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง”
Summary
“เมื่อทั้งสองฝ่ายยังมีข้อมูลไม่ตรงกัน จึงให้เวลา 15 วันในการไปศึกษารวบรวมข้อมูล และนำมาพูดคุยอีกครั้ง ซึ่งกลุ่มไรเดอร์ยืนยันว่าราคาขั้นต่ำควรต้องคำนึงถึงต้นทุนจริงของการทำงานในฝั่งไรเดอร์ด้วย”
นอกเหนือไปจากการยื่นหนังสือถึงบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรง โดยระบุว่าไรเดอร์จำนวนมากได้รับค่ารอบในอัตราที่ต่ำมาก เพียง 3 บาทต่อกิโลเมตร พร้อมยื่นข้อเสนอที่ 10 บาทต่อกิโลเมตร
“ในระยะยาวเราควรมีราคากลางขั้นต่ำของค่ารอบ แต่จำเป็นต้องศึกษาต้นทุนและปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อน และราคาที่กำหนดขึ้นนั้นต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่กำหนดเป็นตัวเลขตายตัว ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการภายใต้กฎหมายหรือกลไกใด รวมถึงมีหน่วยงานใดต้องเข้ามามีส่วนร่วม”