Spring News
Amerasians ลูกแห่งสงคราม มรดกทหารสหรัฐฯ ที่หลงเหลือในเอเชีย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Amerasians ลูกแห่งสงคราม จากญี่ปุ่นถึงเวียดนาม ก่อนถึงไทย มรดกจากการประจำการของทหารสหรัฐฯ และชีวิตลูกครึ่งหลายพันคนหลังสงคราม
Key facts
- ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารอเมริกันจำนวนมากเข้าไปประจำการในญี่ปุ่น ต่อมาสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950–1953 ทำให้ทหารสหรัฐฯ จำนวนมากเข้าสู่คาบสมุทรเกาหลี และหลังสงคราม สหรัฐฯ ก็ยังคงมีกำลังประจำการในเกาหลีใต้
- หลังการถอนกำลังของสหรัฐฯ และการล่มสลายของเวียดนามใต้ในปี 1975 เด็กเหล่านี้จำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในเวียดนาม ขณะที่พ่อชาวอเมริกันเดินทางออกจากประเทศไปแล้ว งานศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับ Amerasians
- สถานการณ์ของเด็กเหล่านี้รุนแรงจนกลายเป็นปัญหาทางมนุษยธรรมและการเมืองระหว่างประเทศ ในปี 1987 สหรัฐฯ ออก Amerasian Homecoming Act เปิดช่องทางให้ Amerasians ชาวเวียดนามและครอบครัวสามารถเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น
- ตัวเลขที่ถูกอ้างถึงอยู่บ่อยครั้งอยู่ที่ประมาณ 5,000–8,000 คน สำหรับลูกครึ่งไทย–อเมริกันที่เชื่อมโยงกับยุคสงครามเวียดนาม แต่ต้องเน้นว่าตัวเลขดังกล่าวเป็น ค่าประมาณ การหาจำนวนที่แน่นอนแทบเป็นไปไม่ได้ด้วย
Summary
ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารอเมริกันจำนวนมากเข้าไปประจำการในญี่ปุ่น ต่อมาสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950–1953 ทำให้ทหารสหรัฐฯ จำนวนมากเข้าสู่คาบสมุทรเกาหลี และหลังสงคราม สหรัฐฯ ก็ยังคงมีกำลังประจำการในเกาหลีใต้
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทหารสหรัฐฯ เก็บสัมภาระ ปิดฐานทัพ และเดินทางกลับประเทศได้ แต่มีบางสิ่งที่ไม่ได้เดินทางกลับไปพร้อมกับพวกเขา นั่นคือเด็กจำนวนมากที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างชายชาวอเมริกัน โดยเฉพาะกำลังพลสหรัฐฯ กับหญิงท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ของเอเชีย
เรื่องราวของ Amerasians ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวียดนาม ทหารและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จำนวนมากเข้ามาประจำการตามฐานทัพและสนามบินในไทย การปรากฏตัวของคนอเมริกันจำนวนมากนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างที่สังคมไทยไม่เคยพบมาก่อน งานวิชาการเรื่อง Bases, Bars, and Blue Jeans: Thailand and Cultural Debates over the Vietnam War ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงไทยกับทหารอเมริกัน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเด็กเชื้อสายผสม