Thansettakij
รื้อสูตรซื้อไฟฟ้าสีเขียว ส่องต้นทุนโซลาร์-ลม-ชีวภาพ-ขยะ รับ PDP ใหม่
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้ทำการศึกษาทบทวนนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อนำไปประกอบการจัดทำ ข้อเสนอเชิงนโยบาย รูปแบบ กลไก และหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ให้เหมาะสมกับประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต
Key facts
- พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีแผงเซลล์แสงอาทิตย์และระบบประกอบหรือ BOS เป็นองค์ประกอบเงินลงทุนสำคัญ โดยโครงการติดตั้งบนพื้นดิน มีเงินลงทุนเริ่มต้น (CAPEX) ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 13-18 บาทต่อวัตต์ และมีแนวโน้มลดลงเหลือ 9-15 บาทต่อวัตต์ในอนาคต
- ในส่วนของโครงการโซลาร์ทุ่นลอยนํ้า มีสัดส่วนต้นทุน BOS สูงที่สุดจากการต้องใช้ระบบทุ่นยึดโยงและงานติดตั้งในนํ้าที่มีความซับซ้อน ส่งผลให้มี CAPEX ปัจจุบันอยู่ที่ 14-19 บาทต่อวัตต์ และมีแนวโน้มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 10 บาทต่อวัตต์
- เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ (Biogas) โดยโครงสร้าง CAPEX ของกลุ่มนํ้าเสีย/ของเสีย และกลุ่มพืชพลังงาน จะกระจุกตัวที่ระบบผลิตและปรับปรุงคุณภาพก๊าซ ซึ่งคิดเป็น 58-62% สำหรับระบบนํ้าเสีย และ 64-68 % สำหรับพืชพลังงาน เพื่อเตรียมและจัดการวัตถุดิบ ในด้าน
- พลังงานขยะ ทั้งขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่มีโครงสร้างต้นทุนซับซ้อน เงินลงทุนเริ่มต้น CAPEX กว่า 54-60 % จะถูกใช้ไปกับระบบเตาเผาขยะและระบบผลิตกำลังไฟฟ้าหลัก โดยโครงการขยะชุมชนจะมีสัดส่วนงบประมาณ
Summary
หนึ่งในหัวข้อสำคัญ ได้ชี้ให้เห็นถึงต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแต่ละประเภท จะมีความแตกต่างกัน ตามการพัฒนาของเทคโนโลยี
ขณะที่โครงการแบบติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป เผชิญกับต้นทุนต่อหน่วยที่สูงกว่าและไม่มีการประหยัดต่อขนาด โดยมี CAPEX ปัจจุบันอยู่ที่ 17-22 บาทต่อวัตต์ และมีแนวโน้มลดลงเหลือ 13-18 บาทต่อวัตต์ในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า ตามการพัฒนาเทคโนโลยี
พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีแผงเซลล์แสงอาทิตย์และระบบประกอบหรือ BOS เป็นองค์ประกอบเงินลงทุนสำคัญ โดยโครงการติดตั้งบนพื้นดิน มีเงินลงทุนเริ่มต้น (CAPEX) ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 13-18 บาทต่อวัตต์ และมีแนวโน้มลดลงเหลือ 9-15 บาทต่อวัตต์ในอนาคต