Komchadluek
‘ซีพี-UN’ แท็กทีมเวที GCNT EXPO 2026 ดันภาคธุรกิจ เปลี่ยนวิกฤตโลกเป็นโอกาสโตยั่งยืน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) พร้อมด้วยนางสาวมิเคลา ฟริเบิร์ก-สตอรี (Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์ในงาน GCNT EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World – จากวิกฤติโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน”
Key facts
- นอกจากนี้ นางสาวมิเคลายังระบุว่า “โลกกำลังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถเติมเต็มได้ ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน
- จะเกิดขึ้นเมื่อภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนและการตัดสินใจของภาคเอกชนสามารถกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาประเทศได้ โดย GCNT
- ผ่านความร่วมมือ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน
- วิสัยทัศน์ดังกล่าวเป็นแนวคิดที่นายศุภชัยผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การร่วมริเริ่มก่อตั้ง GCNT เพื่อสร้างพื้นที่กลางสำหรับรวมพลังองค์กรธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนความยั่งยืน
Summary
โดย GCNT ในฐานะเครือข่ายความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมพลังภาคเอกชน สหประชาชาติ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บทบาทของนายศุภชัยในการขับเคลื่อน GCNT อย่างต่อเนื่องสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำภาคเอกชนไทยที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมาตั้งแต่ระยะแรกและผลักดันให้ประเด็นดังกล่าวยกระดับจากกิจกรรมเพื่อสังคมไปสู่ยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ บนเวที GCNT ในปีนี้ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมกันย้ำว่าท่ามกลางแรงกระแทกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส จากการ “ตั้งรับ” ไปสู่การ “ปรับเปลี่ยน” ผ่านความร่วมมือ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายศุภชัยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือและยกระดับระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งระบบ เพราะบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถเดินหน้าเพียงลำพัง การเปลี่ยนผ่านต้องส่งต่อไปถึงคู่ค้า SMEs แรงงาน และชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี ความรู้ เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้การเติบโตสร้างผลลัพธ์ในวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย