Nation TV
STORY : Data Center สมองของโลกดิจิทัล แต่เมืองต้องจ่ายอะไรเพื่อให้มันทำงาน?
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ทุกครั้งที่เราใช้ Cloud ส่งไฟล์ เปิดแอป โอนเงิน หรือคุยกับ AI ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ลอยอยู่ใน “อากาศ” เบื้องหลังคืออาคารที่เต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย และระบบสำรองจำนวนมาก สิ่งนั้นคือ Data Center หรือศูนย์ข้อมูล
Key facts
- ตามรายงาน AI Index ที่เผยแพร่โดยสถาบันปัญญาประดิษฐ์ ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence) เมื่อปี 2569 ระบุว่า สหรัฐอเมริกามี Data Center มากที่สุดในโลกที่ 5,381
- สิงคโปร์เคยระงับการก่อสร้าง Data Center ชั่วคราวตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ พลังงาน และการปล่อยคาร์บอน ก่อนกลับมาเปิดภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นเรื่องประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานสะอาด
- (PROEN Datacenter) ศูนย์บริการข้อมูลอินเทอร์เน็ต และ Data Center มาตรฐานระดับโลกอ้างถึง จึงแบ่งระดับความพร้อมใช้งานตั้งแต่ Tier 1 ไปจนถึง Tier 4 ยิ่งระดับสูง ระบบสำรองก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น Tier 3 สามารถซ่อมบำรุงบางส่วนได้โดยระบบหลักยังทำงานต่อ
- Micro / Edge ขนาดเล็ก อยู่ใกล้ผู้ใช้งาน ใช้ไฟต่ำกว่า 100 กิโลวัตต์ Enterprise / Small-to-Medium ระดับองค์กร ใช้เซิร์ฟเวอร์หลักร้อยถึงพันเครื่อง กำลังไฟตั้งแต่ 100 กิโลวัตต์ไปจนถึงระดับเมกะวัตต์ Large / Colocation
Summary
มันทำหน้าที่เหมือน “สมอง” ของโลกดิจิทัล ทั้งเก็บข้อมูล ประมวลผล และเชื่อมต่อบริการที่ผู้คนทั่วโลกใช้อยู่ทุกวัน ยิ่งโลกใช้ AI และ Cloud มากขึ้น Data Center ก็ยิ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญขึ้นตามไปด้วย แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดถึงพร้อมกัน เพราะ Data Center ไม่ได้ใช้แค่ “ข้อมูล”
ตามรายงาน AI Index ที่เผยแพร่โดยสถาบันปัญญาประดิษฐ์ ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence) เมื่อปี 2569 ระบุว่า สหรัฐอเมริกามี Data Center มากที่สุดในโลกที่ 5,381 แห่ง ทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างชัดเจน ตามมาด้วย เยอรมนี 521 แห่ง สหราชอาณาจักร 514 แห่ง จีน 499 แห่ง แคนาดา 336 แห่ง ฝรั่งเศส 315 แห่งออสเตรเลีย 307 แห่ง เนเธอร์แลนด์ 297 แห่ง รัสเซีย 251 แห่ง และญี่ปุ่น 219 แห่ง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า
จีนเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ พื้นที่อย่างกุ้ยอัน ในมณฑลกุ้ยโจว ถูกเลือกให้พัฒนาโครงการ Big Data เพราะมีทั้งภูมิประเทศแบบภูเขาและแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แทนที่จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองขนาดใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกวางตุ้ง เหตุผลสำคัญคือ หากนำ Data Center ขนาดใหญ่มาไว้ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ย่อมเพิ่มการแข่งขันในการใช้ไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่ อีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ ก็มีกรณีที่มอง Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง ตัวอย่างในรัฐยูทาห์