Prachachat
นักวิชาการ มธ. เสนอออก ‘พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์’ – กำหนด สัดส่วน Local content
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน ไทยยัง “เปิดประตูกว้าง” ไร้เงื่อนไขคัดกรอง แนะ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางกรอบนโยบาย – หนุนออก “พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์” ปิดช่องกฎหมายกระจัดกระจาย พร้อมชงทำ “SEA” คาดการณ์ผลกระทบรอบด้าน – ดันนักลงทุนใช้ “Local content” พ่วงดึงผู้ประกอบการไทยเข้าซัพพลายเชน
Key facts
- นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน ไทยยัง “เปิดประตูกว้าง”
- ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่านักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้
- นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้ประกอบการของไทยที่ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในดาต้าเซนเตอร์ก็ต้องเข้าไปหาตลาดในผู้ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง และก็จะพบว่าหลายครั้งผู้มาลงทุนใช้การก่อสร้างโดยใช้รูปแบบการนำเข้าเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่มีการประกอบสำเร็จรูปมาเลย
Summary
ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องเร่งประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางกรอบนโยบายให้มีความชัดเจน และผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบให้สามารถส่งเสริม และกำกับควบคุมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากแม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออีกแนวทางหนึ่งคืออาจจะพิจารณาผลักดันออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ เป็น พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย
ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่านักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้ ต่างจากหลายประเทศที่เริ่มมีมาตรการชะลอการไหลเข้าของอุตสาหกรรมนี้แล้ว โดยเฉพาะในอาเซียนที่เป็นแหล่งลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกัน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้น ไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีกรอบเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียวหรือความยั่งยืนออกมา
นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนข้อมูลอย่างความต้องการทางเทคโนโลยีของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งที่เข้ามาลงทุนคืออะไร ผู้ผลิตในประเทศรายไหนที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้