← Back to KHAO

50 ปี มรดกบาป 6 ตุลา: คำสั่งคณะรัฐประหารที่ออกง่ายแต่ยกเลิกยาก และยังฝังรากลึกในสังคมไทย

12 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

จำคุก 2 ปี คดีม. 112 ของตะวัน กรณีไลฟ์สดก่อนขบวนเสด็จ ร. 10 ผ่านเมื่อปี 2565

1  กันยายน 2569 ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) จัดวงเสวนาวิชาการในหัวข้อ “คำสั่งคณะรัฐประหาร บทเรียนและมรดกทางกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด”

Key facts

Summary

1  กันยายน 2569 ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) จัดวงเสวนาวิชาการในหัวข้อ “คำสั่งคณะรัฐประหาร บทเรียนและมรดกทางกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด”

ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่21 ตุลาคม 2519 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ แต่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติและอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก และบทบัญญัติเหล่านั้นยังคงถูกบังคับใช้และส่งผลต่อชีวิตของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน “คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เพียงว่า คำสั่งของคณะรัฐประหารมีที่มาและสถานะทางกฎหมายอย่างไร แต่ยังรวมไปถึงคำถามที่ว่า

กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ช่วงได้แก่ ช่วงที่ 1 บรรยายพิเศษเรื่อง “ว่าด้วยมรดกของ 6 ตุลาฯ” โดยรศ.ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ช่วงที่ 2 วงเสวนาวิชาการ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนโดย รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ รศ. สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน  ดำเนินรายการโดย บุณยนุช มัทธุจักร iLaw

เมื่อวิเคราะห์ถึงการใช้อำนาจของ คสช. ในช่วงเริ่มต้นในประกาศ คสช. ฉบับที่ 11/2557 ซึ่งประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีการเปลี่ยนการตัดสินใจจากการให้สิ้นสุดลงชั่วคราวมาเป็นการยกเลิกถาวร แต่ได้เว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์เอาไว้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ยกเลิกทั้งฉบับ

Read full article at iLaw →