← Back to KHAO

“ครอบครัวไม่ใช่ safezone” ว่าด้วยเหตุผลที่คนรุ่นใหม่เลือกตัดขาดจากครอบครัวกันมากขึ้น

5 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

หากย้อนกลับไปสัก 20-30 ปีก่อน วลีที่ว่านี้หรือความคิดเป็นลบต่อคนในสายเลือดเดียวกัน แทบจะเป็นเรื่องต้องห้าม ต่อให้ความสัมพันธ์ในบ้านจะตึงเครียดแค่ไหน ก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปาดน้ำตาไม่ให้ใครเห็น ราวกับเป็นปัญหาที่ต้องซุกไว้ใต้พรม ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เอาไปเล่าหรือปรึกษาคนนอกก็ยิ่งไม่ได้ จนกลายเป็นว่า ทางออกเดียวที่มีคือคิดเสียว่า อย่างไรเขาก็คือพ่อแม่ ผู้มีบุญคุณที่ทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่มีมีวันหมด

Key facts

Summary

ส่วนหนึ่งที่ทำให้คำศัพท์เกี่ยวกับความสัมพันธ์เหล่านี้แพร่หลาย คงหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดีย นักบำบัดครอบครัวที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า เมื่อ 20-30 ปีก่อน เรื่องราวในบ้านมักถูกซุกไว้ใต้พรม ผู้คนอดทนอยู่กับความสัมพันธ์เป็นพิษ เพียงเพราะรู้สึกว่าต้องผูกพันกันไปตามหน้าที่ของคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ตอนนี้พื้นที่ออนไลน์เปิดโอกาสให้คนพูดเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมามากขึ้น

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความต่างระหว่างรุ่น ผลสำรวจโดย Talker Research พบอัตราคนที่ตัดการติดต่อกับครอบครัวช่วงปีที่ผ่านมา มักจะไล่ระดับตามอายุอย่างชัดเจน Gen Z อยู่ที่ 60% มิลเลนเนียล 50% Gen X 38% และเบบี้บูมเมอร์เพียง 20% พูดง่ายๆ คือ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งมีโอกาสตัดขาดจากคนในครอบครัวมากขึ้นจริง

เมื่อรู้และเข้าใจว่าปัญหาที่กำลังเจอในครอบครัวนั้น มีการล้ำเส้นเกิดขึ้น มีคำอธิบายว่าสิ่งนี้คืออะไร แล้วสิ่งนี้มันไม่ดีอย่างไร คนรุ่นใหม่จึงตระหนักถึงขอบเขตความสัมพันธ์มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว หากล้ำเส้นไปในจุดที่ยอมรับไม่ได้ ก็พร้อมจะชี้ว่าสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่นั้นเป็นปัญหาแค่ไหน จึงดูเหมือนคนรุ่นใหม่กล้าเผชิญหน้าและตัดขาดจากครอบครัวมากขึ้น

Read full article at The Matter →