The Matter
“ครอบครัวไม่ใช่ safezone” ว่าด้วยเหตุผลที่คนรุ่นใหม่เลือกตัดขาดจากครอบครัวกันมากขึ้น
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
หากย้อนกลับไปสัก 20-30 ปีก่อน วลีที่ว่านี้หรือความคิดเป็นลบต่อคนในสายเลือดเดียวกัน แทบจะเป็นเรื่องต้องห้าม ต่อให้ความสัมพันธ์ในบ้านจะตึงเครียดแค่ไหน ก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปาดน้ำตาไม่ให้ใครเห็น ราวกับเป็นปัญหาที่ต้องซุกไว้ใต้พรม ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เอาไปเล่าหรือปรึกษาคนนอกก็ยิ่งไม่ได้ จนกลายเป็นว่า ทางออกเดียวที่มีคือคิดเสียว่า อย่างไรเขาก็คือพ่อแม่ ผู้มีบุญคุณที่ทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่มีมีวันหมด
Key facts
- หากย้อนกลับไปสัก 20-30 ปีก่อน วลีที่ว่านี้หรือความคิดเป็นลบต่อคนในสายเลือดเดียวกัน แทบจะเป็นเรื่องต้องห้าม ต่อให้ความสัมพันธ์ในบ้านจะตึงเครียดแค่ไหน ก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปาดน้ำตาไม่ให้ใครเห็น ราวกับเป็นปัญหาที่ต้องซุกไว้ใต้พรม
- ในระดับภาพรวม คาร์ล ไพล์เมอร์ (Karl Pillemer) นักวิจัยด้าน Human Ecology จาก Cornell University ผู้เขียนหนังสือ Fault Lines ทำสำรวจในสหรัฐฯ พบว่า 27% ของผู้ใหญ่อเมริกันตัดขาดจากญาติสนิทอย่างน้อย 1 คนไปแล้ว
- โลกเปลี่ยนไปหรืออะไรที่แปลง คนรุ่นใหม่จึงสามารถนำทางสังคม มาสู่ยุคที่ผู้น้อยในครอบครัว กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา กล้าตั้งคำถามกับผู้อาวุโสได้ ทั้งที่เจเนอเรชั่นก่อนหน้านั้น ไม่ได้วางแนวทางนี้มาเป็นตัวอย่างให้เห็นมาก่อน
- ลองขยับมามองภาพกว้างขึ้นอีกหน่อย นักจิตวิทยาครอบครัวมักแบ่งโครงสร้างอำนาจในบ้านไว้คร่าวๆ 4 แบบ แบบเผด็จการ (authoritarian) พ่อแม่ถือสิทธิ์ตัดสินใจแทบทุกอย่างโดยไม่ฟังเสียงลูก แบบมีเหตุผล (authoritative)
Summary
ส่วนหนึ่งที่ทำให้คำศัพท์เกี่ยวกับความสัมพันธ์เหล่านี้แพร่หลาย คงหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดีย นักบำบัดครอบครัวที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า เมื่อ 20-30 ปีก่อน เรื่องราวในบ้านมักถูกซุกไว้ใต้พรม ผู้คนอดทนอยู่กับความสัมพันธ์เป็นพิษ เพียงเพราะรู้สึกว่าต้องผูกพันกันไปตามหน้าที่ของคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ตอนนี้พื้นที่ออนไลน์เปิดโอกาสให้คนพูดเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมามากขึ้น
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความต่างระหว่างรุ่น ผลสำรวจโดย Talker Research พบอัตราคนที่ตัดการติดต่อกับครอบครัวช่วงปีที่ผ่านมา มักจะไล่ระดับตามอายุอย่างชัดเจน Gen Z อยู่ที่ 60% มิลเลนเนียล 50% Gen X 38% และเบบี้บูมเมอร์เพียง 20% พูดง่ายๆ คือ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งมีโอกาสตัดขาดจากคนในครอบครัวมากขึ้นจริง
เมื่อรู้และเข้าใจว่าปัญหาที่กำลังเจอในครอบครัวนั้น มีการล้ำเส้นเกิดขึ้น มีคำอธิบายว่าสิ่งนี้คืออะไร แล้วสิ่งนี้มันไม่ดีอย่างไร คนรุ่นใหม่จึงตระหนักถึงขอบเขตความสัมพันธ์มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว หากล้ำเส้นไปในจุดที่ยอมรับไม่ได้ ก็พร้อมจะชี้ว่าสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่นั้นเป็นปัญหาแค่ไหน จึงดูเหมือนคนรุ่นใหม่กล้าเผชิญหน้าและตัดขาดจากครอบครัวมากขึ้น