Prachachat
ประธาน FETCO กระทุ้งรัฐบาล อย่าลืมหนุน “ออม” ด้วย นอกจากเร่งลงทุน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธาน FETCO โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้รัฐบาลอยากเร่งลงทุน ต้องอย่าลืมเร่งการออมด้วย จี้ยกสถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ-เร่งคลอดมาตรการ TISA พร้อมวางยุทธศาสตร์ในการดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศ
Key facts
- ประเทศไทยมีบทเรียนเรื่องนี้มาแล้วจากวิกฤตปี 2540 ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ประเทศไทยมีการลงทุนในระดับสูงมาก และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงประมาณ 8% ของ GDP ในขณะที่เงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมากที่ไหลเข้าเป็นเงินร้อน และเงินกู้ระยะสั้น
- ประธาน FETCO โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้รัฐบาลอยากเร่งลงทุน ต้องอย่าลืมเร่งการออมด้วย จี้ยกสถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ-เร่งคลอดมาตรการ TISA พร้อมวางยุทธศาสตร์ในการดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศ
- ระบุว่า รัฐบาลอยากเร่งลงทุน ต้องอย่าลืมเร่งการออมด้วย หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหนึ่งในโจทย์สำคัญคือ เราต้องทำให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ Investment Cycle
- ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูง หากเราต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ ผมเห็นด้วยว่าเราควรตั้งเป้าหมายผลักดันการลงทุนกลับขึ้นไปสู่ระดับ 30% ของ GDP
- ปัจจุบัน อัตราการออม หรือ Gross National Saving ของไทยอยู่ที่ประมาณ 24% ของ GDP หากเราต้องการเพิ่มการลงทุนขึ้นไปถึง 30% แต่การออมของประเทศไม่เพิ่มขึ้นตาม ส่วนต่างจะสะท้อนออกมาในรูปของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
- บทเรียนจากอดีตไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยไม่ควรขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เราต้องไม่กลับไปสู่การขาดดุลในระดับสูงถึง 7–8% ของ GDP ต่อเนื่อง และพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศเหมือนในอดีต
Summary
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก “Paiboon Nalinthrangkurn” ระบุว่า รัฐบาลอยากเร่งลงทุน ต้องอย่าลืมเร่งการออมด้วย หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหนึ่งในโจทย์สำคัญคือ เราต้องทำให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ Investment Cycle รอบใหม่ อีกครั้ง
ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูง หากเราต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ ผมเห็นด้วยว่าเราควรตั้งเป้าหมายผลักดันการลงทุนกลับขึ้นไปสู่ระดับ 30% ของ GDP
ปัจจุบัน อัตราการออม หรือ Gross National Saving ของไทยอยู่ที่ประมาณ 24% ของ GDP หากเราต้องการเพิ่มการลงทุนขึ้นไปถึง 30% แต่การออมของประเทศไม่เพิ่มขึ้นตาม ส่วนต่างจะสะท้อนออกมาในรูปของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด