Krungthep Turakij
อินเดียเร่งเครื่อง ‘ไล่กวดชิป’ หวังลดการพึ่งนำเข้าที่สูง 95%
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
อินเดียทุ่มเงินมหาศาลปั้นอุตสาหกรรมชิป หวังลดการพึ่งพานำเข้าที่สูงถึง 90-95% แต่การเข้าสู่สนามช้ากว่าคู่แข่งหลายทศวรรษ ทำให้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ ‘ไล่ให้ทัน’ แต่คือเลือกให้ถูกว่า ‘อินเดียควรยืนตรงไหน’ ในสมรภูมิชิปโลก
Key facts
- รายงานของ NITI Aayog ระบุว่า ในช่วง 9 ปีงบประมาณจนถึงเดือนมีนาคม 2025 อินเดียใช้เงินนำเข้าผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์รวมประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ และหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป มูลค่าการนำเข้าต่อปีอาจพุ่งแตะ 240,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035
- เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม โมดีได้วางศิลาฤกษ์ทางไกลให้กับโครงการโรงงานเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 25,000 ล้านรูปี หรือราว 262 ล้านดอลลาร์ ที่เมืองวิสาขปัตนัมหรือไวแซ็ก รัฐอานธรประเทศ
- อย่างจริงจัง หลังรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เดินหน้าอัดฉีดเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้าง อุตสาหกรรมชิป ของตัวเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่ปัจจุบัน “สูงถึง 90-95%”
- เฟสที่ 2 ของภารกิจเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยงบประมาณสูงถึง 1.275 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 13,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิตชิป
- โรงงานมีกำลังผลิตเบื้องต้น 96 ล้านชิปต่อปี รองรับ ตลาด AI คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ดาต้าเซนเตอร์ และระบบสื่อสารความเร็วสูง พร้อมแผนลงทุนขยายกิจการอีกกว่า 20,000 ล้านรูปี
Summary
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ อินเดียกำลังเข้าสู่สนามที่คู่แข่งอย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน พัฒนาอุตสาหกรรมมานานหลายทศวรรษ
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม โมดีได้วางศิลาฤกษ์ทางไกลให้กับโครงการโรงงานเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 25,000 ล้านรูปี หรือราว 262 ล้านดอลลาร์ ที่เมืองวิสาขปัตนัมหรือไวแซ็ก รัฐอานธรประเทศ นับเป็นโครงการเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกในภาคใต้ของอินเดีย ที่ได้รับอนุมัติภายใต้นโยบายผลักดัน อุตสาหกรรมชิป ของรัฐบาล
รายงานของ NITI Aayog ระบุว่า ในช่วง 9 ปีงบประมาณจนถึงเดือนมีนาคม 2025 อินเดียใช้เงินนำเข้าผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์รวมประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ และหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป มูลค่าการนำเข้าต่อปีอาจพุ่งแตะ 240,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 กลายเป็นภาระต่อเงินตราต่างประเทศในระดับใกล้เคียงกับการนำเข้าน้ำมันดิบ