Prachachat
กระทรวงอุตฯ ปรับแนวทางคุมโรงงานเชือดที่ผิดกฎหมายสั่งหยุดทันที 131 แห่ง พบผิด 767 ราย เร่งแก้กฎหมายคุมเข้มทั้งระบบ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
กระทรวงอุตสาหกรรม ปรับแนวทางคุมโรงงาน เผยผลตรวจเชิงรุกปี 2569 พบทำผิดกฎหมาย 767 ราย สั่งหยุดดำเนินการทันที 131 ราย ดำเนินคดีกว่า 391 ราย พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ใช้เทคโนโลยีชี้เป้าตรวจสอบ และเร่งแก้ พ.ร.บ.โรงงาน-ออกกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ควบคู่การส่งเสริมการลงทุน
Key facts
- กระทรวงอุตสาหกรรม ปรับแนวทางคุมโรงงาน เผยผลตรวจเชิงรุกปี 2569 พบทำผิดกฎหมาย 767 ราย สั่งหยุดดำเนินการทันที 131 ราย ดำเนินคดีกว่า 391 ราย พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ใช้เทคโนโลยีชี้เป้าตรวจสอบ และเร่งแก้
- ซึ่งกว่าร้อยละ 53 เป็นโรงงานในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งสะท้อนการตรวจสอบโรงงานได้อย่างแม่นยำและตรงเป้ามากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
- นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นกระทรวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
- พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้ดำเนินธุรกิจอย่างราบรื่นและไปเป็นตามระเบียบกฎหมายของประเทศ ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการพัฒนาที่สมดุล
Summary
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางทิศทางการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาการประกอบกิจการโรงงานที่ละเลยกฎหมายยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรงงานลักลอบเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ผ่านการบำบัด การปล่อยควัน ฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อสุขอนามัยของชุมชนโดยรอบ
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นกระทรวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมให้สถานประกอบการอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายตามพื้นที่รกร้าง ที่ดินเอกชน หรือบ่อดินเก่า ยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ ดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน นำไปสู่การปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและงบประมาณรัฐในการฟื้นฟู แต่ยังบั่นทอนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยรวม