Siam Blockchain
BlackRock ชี้หนี้สหรัฐฯ 40 ล้านล้านดอลลาร์ คือแรงส่ง Bitcoin ตัวจริงยิ่งกว่า Clarity Act
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ภาระหนี้สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ และ BlackRock มองว่าบรรยากาศเช่นนี้อาจเพิ่มความน่าสนใจให้ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับรักษามูลค่าในระยะยาว
Key facts
- ภาระหนี้สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ และ BlackRock มองว่าบรรยากาศเช่นนี้อาจเพิ่มความน่าสนใจให้ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับรักษามูลค่าในระยะยาว
- Bitcoin อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข่าวคริปโตเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มได้รับแรงหนุนจากปัจจัยมหภาค เช่น ความกังวลต่อหนี้ การขาดดุล และความเสี่ยงต่อมูลค่าของเงินเฟียต
- CLARITY Act ยังสำคัญต่ออุตสาหกรรมคริปโต แต่สำหรับ Bitcoin ปัจจัยเรื่องหนี้และความเสี่ยงทางการคลังอาจมีน้ำหนักมากกว่าในระยะนี้ โดยเฉพาะเมื่อสถาบันเริ่มมอง Bitcoin เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ต
Summary
BlackRock มองว่า ภาระหนี้ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจ Bitcoin มากขึ้น เพราะเมื่อความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดอย่าง Bitcoin ก็อาจถูกมองเป็นทางเลือกในการรักษามูลค่าและกระจายความเสี่ยง ขณะที่ CLARITY Act แม้ยังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมคริปโต แต่สำหรับ Bitcoin ปัจจัยมหภาคอย่างปัญหาหนี้และการขาดดุลของสหรัฐฯ อาจเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีน้ำหนักมากกว่าในเวลานี้
Robbie Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ความกังวลต่อภาระหนี้ของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังผลักดันให้นักลงทุนหันมามองหาสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าในระยะยาวมากขึ้น โดย Bitcoin และทองคำเป็นสองสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว
มุมมองของ Mitchnick เกิดขึ้นหลัง Bitcoin ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ในช่วงที่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ยังเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการคลัง ภาพดังกล่าวทำให้เขามองว่า Bitcoin อาจไม่ได้เคลื่อนไหวในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มแสดงบทบาทที่แตกต่างออกมาในช่วงที่ตลาดกำลังเผชิญความกังวลด้านการคลัง