← Back to KHAO

โกงสอบท้องถิ่น ‘ประธาน กมธ.ป.ป.ช.’ ถาม ม.บูรพา ทำไมไม่ร่วม e-bidding จัดสอบปี 68 ทั้งที่เป็นคู่สัญญากับ สถ. ตั้งแต่ปี 60

4 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.

2 แหล่งข่าว

The Secret Sauce Summit 2026

วันนี้ (25 สิงหาคม) เวลา 16.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้ติดตามการแถลงข่าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการทุจริตการสอบบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นแล้ว ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. ตนอยากให้ข้อเท็จจริงอีกด้าน

Key facts

Summary

จากที่ตนไปร้องเรียน นำมาซึ่งการทำ MOU ระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ป.ป.ง. และ ป.ป.ป. โดยมีการทบทวนทีโออาร์ใหม่ ซึ่งตัวแทนมหาวิทยาลัยบูรพาได้ชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช. เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถึงเหตุผลที่ไม่ได้ทำตามทีโออาร์ใหม่ เพราะในทีโออาร์ใหม่ระบุว่า เมื่อจัดสอบที่ 10 ศูนย์ทั่วประเทศแล้วเสร็จ ก็ให้ตรวจดูกระดาษคำตอบที่ 10 ศูนย์สอบดังกล่าวเลย ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง ทีโออาร์ใหม่เป็นการป้องกันการเปลี่ยนกระดาษคำตอบ

อาสพลธ์กล่าวต่อว่า เมื่อเรียงไทม์ไลน์การสอบท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2566 ฝ่ายค้านได้พยายามหยิบยกว่ามีการแก้ไขทีโออาร์ จนกระทั่งมหาวิทยาลัยบูรพาซึ่งเซ็นสัญญาฝ่ายเดียวไปแล้ว สุดท้ายได้มีการยกเลิก เพราะมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2565 โดยมีการร้องเรียนการทุจริตการสอบแข่งขันและสอบคัดเลือกที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการในจังหวัดนครราชสีมา มีกลุ่มบุคคลระดับบริหารถูกตั้งคณะกรรมการไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหาโดย ป.ป.ช. คือ นาย ก. อดีตปลัด อบจ.นครราชสีมา อดีต ก.อบจ. และอดีต

เรื่องนี้ต่อเนื่องตั้งแต่ที่มีเลขคดีในปี 2565 จนถึงปี 2567 มีการทุจริตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ สถ. ยังใช้ทีโออาร์ที่เกิดการทุจริตเช่นเดียวกับทีโออาร์ปี 2564 หากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เราก็คาดการณ์ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่มีเลขคดีตั้งแต่ปี 2564 ก็ต้องเกิดขึ้นในปี 2566 เช่นเดียวกัน

Read full article at The Standard →