← Back to KHAO

ทีดีอาร์ไอ ชี้ถึงเวลาอุตฯยานยนต์ต้องเปลี่ยนผ่าน แนะบาลานซ์ 2 ด้าน หนุนผลิตทั้งสันดาป-อีวี

3 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

Matichon Weekly

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า โจทย์ใหญ่ของยานยนต์ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รัฐต้องบาลานซ์ 2 ขา เดินหน้าหนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ห้ามทอดทิ้งฐานผลิตเดิมสร้างการจ้างงานและซัพพลายเชนขนาดใหญ่ แนะรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตมาถูกทาง แต่ต้องยึดหลักแฟร์เพลย์ โดยดูทั้งความสะอาดของรถและประโยชน์จากการลงทุน จ้างงาน และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ

Key facts

Summary

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า โจทย์ใหญ่ของยานยนต์ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รัฐต้องบาลานซ์ 2 ขา เดินหน้าหนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ห้ามทอดทิ้งฐานผลิตเดิมสร้างการจ้างงานและซัพพลายเชนขนาดใหญ่ แนะรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตมาถูกทาง แต่ต้องยึดหลักแฟร์เพลย์ โดยดูทั้งความสะอาดของรถและประโยชน์จากการลงทุน จ้างงาน และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ

นายนณริฏกล่าวว่า ส่วนกรณีรัฐบาลโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เตรียมรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทั้งระบบนั้นมองว่า รัฐมาถูกทางเพราะที่ผ่านมารัฐให้น้ำหนักกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอีวีมากกว่า ขณะที่ฐานผลิตเดิมยังต้องได้รับการดูแล การปรับสมดุลจึงจะช่วยรักษาการจ้างงานและซัพพลายเชนได้ อย่างไรก็ตาม หลักการภาษีเป็นธรรมต้องพิจารณา 2 ด้านพร้อมกันคือ รถหรือเทคโนโลยีสะอาดกว่า ควรเสียภาษีน้อยกว่า หรือได้รับการสนับสนุนมากกว่า และผู้ประกอบการลงทุนจริง

นายนณริฏกล่าวว่า ส่วนกรณีอินโดนีเซียออกตัวแรง ดึงค่ายรถญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าและฮอนด้าให้ย้ายฐานการผลิตจากไทยนั้น เป็นสัญญาณเตือนไทยต้องให้ความสำคัญ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องตื่นตระหนก เพราะการย้ายฐานลงทุนมีหลายปัจจัย ทั้งต้นทุน แรงงาน ตลาด ซัพพลายเชน และนโยบายรัฐ อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่แข่งไม่ได้หยุดนิ่ง หากเห็นไทยมีจุดอ่อนหรือเกิดความไม่เป็นธรรม ก็พร้อมใช้โอกาสดังกล่าวดึงดูดการลงทุนไปประเทศของตน ต้องตระหนัก แต่อย่าตระหนก

Read full article at Matichon →