Matichon
อนุทิน ชี้เหตุป่วนใต้ ปมรัฐรุกหนักปราบผู้ก่อการร้าย-ยา-ของเถื่อน จนถูกโต้กลับ ยันไม่ถอย เดินหน้าจัดการผิดกม.
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.
2 แหล่งข่าวยืนยัน
เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 23 สิงหาคม ที่ จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกองทัพบก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และตนได้หารือกับแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อประเมินสถานการณ์แล้ว
Key facts
- เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 23 สิงหาคม ที่ จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 22
- เมื่อถามถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับงานด้านการข่าวว่า เหตุใดจึงไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ นายอนุทิน กล่าวว่า การข่าวมีมาโดยตลอด แต่หากพิจารณาจากรูปแบบของเหตุการณ์ความไม่สงบที่ได้รับรายงาน พบว่าไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิต
Summary
นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงมีปฏิบัติการนำตัวผู้กระทำผิดกฎหมายมาดำเนินคดี รวมถึงการตรวจค้น ยึดทรัพย์ และปราบปรามขบวนการกระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น ไม่เฉพาะกลุ่มผู้ก่อการร้าย แต่รวมถึงการปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน โดยในช่วงหลังเจ้าหน้าที่ดำเนินการกับการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภทอย่างเต็มที่ จึงอาจทำให้เกิดการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รู้สึกท้อถอย ถอยร่น หรือจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน แต่จะยังคงเดินหน้าปราบปรามและดำเนินการกับการกระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ต่อไป
เมื่อถามถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับงานด้านการข่าวว่า เหตุใดจึงไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ นายอนุทิน กล่าวว่า การข่าวมีมาโดยตลอด แต่หากพิจารณาจากรูปแบบของเหตุการณ์ความไม่สงบที่ได้รับรายงาน พบว่าไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิต แต่เป็นการก่อกวนเพื่อสร้างสถานการณ์ ส่งสัญญาณ และตอบโต้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางการไม่ได้มองว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินงาน