Prachachat
‘ยูเออี’ ระงับการค้ากับอิหร่าน พิษอาจ ‘หนัก’ กว่าสหรัฐแซงก์ชั่น
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ยังคงไม่เห็นทางออกหรือจุดสิ้นสุดสำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน หลังจากบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ที่เซ็นกันไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อ “พักรบ” กันชั่วคราว 60 วัน “หมดอายุ” ลงเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ซึ่งอันที่จริงในช่วงก่อนครบ 60 วัน ก็มีการละเมิดเอ็มโอยูกันเป็นว่าเล่น โดยต่างกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ละเมิดก่อน
Key facts
- ของสหรัฐร่อยหรอลงไปมากถึง 80% หลังจากทำสงครามยืดเยื้อกับอิหร่านมานานเกิน 5 เดือน ภาวะเช่นนี้ไม่เป็นผลดีกับศักยภาพทางทหารของสหรัฐ หากมีภัยคุกคามอื่นเข้ามา ดังนั้นสหรัฐจึงประกาศจะหันไปใช้มาตรการกดดันทาง “เศรษฐกิจ”
- ยังคงไม่เห็นทางออกหรือจุดสิ้นสุดสำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน หลังจากบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ที่เซ็นกันไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อ “พักรบ”
- ลงเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ซึ่งอันที่จริงในช่วงก่อนครบ 60 วัน ก็มีการละเมิดเอ็มโอยูกันเป็นว่าเล่น โดยต่างกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ละเมิดก่อน
- ล่าสุดวันที่ 19 สิงหาคม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศ “ระงับการค้า”
- หลังจากพบว่าอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธ 2 ลูกใส่ยูเออี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม โดย 1 ลูกตกนอกน่านน้ำยูเออี และอีกหนึ่งลูกตกในน่านน้ำยูเออี ทั้งนี้แถลงการณ์ของยูเออีระบุว่า “เนื่องจากการขยายความขัดแย้งที่บ่อนเซาะสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
- นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ยูเออีมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศรอบอ่าวด้วยกัน โดยเพียง 6 สัปดาห์แรก โดนขีปนาวุธไป 530 ลูก และโดรนอีกมากกว่า 2,200 ลำ เพราะมองว่ายูเออี คือ “สินทรัพย์”
Summary
มาร์ก คิมมิตต์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีรา ว่า การที่ยูเออีระงับการค้ากับอิหร่าน อาจส่งผลกระทบ “รุนแรง” ต่ออิหร่านมากกว่ามาตรการที่สหรัฐอเมริกาลงโทษ (แซงก์ชั่น) ไปแล้ว เพราะยูเออีกลายเป็นคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของอิหร่านไปแล้วอย่างเงียบ ๆ เหนือกว่าจีนและทูรเคีย ในการป้อนสินค้าต่าง ๆ ให้กับอิหร่าน โดยอิหร่านนำเข้าสินค้าจากยูเออี คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของสินค้าทั้งหมดที่นำเข้า
เป็นที่ทราบกันดีว่าระหว่างเกิดความขัดแย้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา กลายเป็นเป้าเล่นงานของอิหร่านอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ บาห์เรน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่ต่างก็ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มสร้างความเสียหายนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แต่ทุกประเทศก็ทำได้เพียง “สกัดกั้น” ขีปนาวุธเท่านั้น
สหรัฐอเมริกาขู่หลายครั้งว่าจะโจมตีอิหร่านระลอกใหญ่อีกครั้งถ้ายังไม่ยอมจำนน และยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้มีการเดินเรืออย่างเสรีและปลอดภัย แต่แล้วท่ามกลางเสียงลือกระหึ่มว่า “คลังอาวุธ” ของสหรัฐร่อยหรอลงไปมากถึง 80% หลังจากทำสงครามยืดเยื้อกับอิหร่านมานานเกิน 5 เดือน ภาวะเช่นนี้ไม่เป็นผลดีกับศักยภาพทางทหารของสหรัฐ หากมีภัยคุกคามอื่นเข้ามา ดังนั้นสหรัฐจึงประกาศจะหันไปใช้มาตรการกดดันทาง “เศรษฐกิจ” ต่ออิหร่านหนักหน่วงเข้มข้นยิ่งขึ้น