Kaohoon
“ไทยช่วยไทย พลัส” เงินสะพัด 1.22 แสนลบ. ผู้ใช้สิทธิทะลุ 26 ล้านราย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.
2 แหล่งข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ส.ค. 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 5,465 ราย พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.77 เข้าร่วมใช้สิทธิโครงการ ขณะที่ร้อยละ 28.23 ไม่ได้ใช้สิทธิ สะท้อนว่าโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชน
Key facts
- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ส.ค. 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)”
- ในส่วนของวงเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย แบ่งเป็นการใช้ผ่านร้านค้าปกติ 67,546.3 ล้านบาท และผ่าน Food Delivery 2,508.1 ล้านบาท ส่วนยอดร่วมจ่ายของประชาชนแบ่งเป็นร้านค้าปกติ 49,851.5 ล้านบาท และ Food Delivery 1,942.1 ล้านบาท โดยรัฐบาลย้ำว่า ตัวเลข
- ผลสำรวจยังพบว่า โครงการมีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยร้อยละ 36.96 ระบุว่ากล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้อยละ 24.50 นำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น และร้อยละ 23.00 ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 8.60
- รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประโยชน์ของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงชำระค่าสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น
Summary
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประโยชน์ของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงชำระค่าสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น พร้อมกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนไปพร้อมกัน
สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่ประชาชนใช้สิทธิมากที่สุด ได้แก่ อาหารพร้อมทาน ร้อยละ 48.22 รองลงมาเป็นอาหารสด ร้อยละ 38.87 ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 32.22 เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 26.73 การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ร้อยละ 23.97 เครื่องดื่ม ร้อยละ 21.23 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 21.02 โดยผู้ตอบสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งรายการ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะนำข้อมูลจากผลสำรวจไปประกอบการติดตามและประเมินมาตรการ ทั้งด้านการลดค่าครองชีพ การสร้างยอดขายให้ร้านค้ารายย่อย และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสิทธิของประชาชน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพัฒนามาตรการในระยะต่อไปให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและเกิดความคุ้มค่ามากขึ้น