Spring News
รู้จัก ‘Job Lock’ ภาวะจำใจทำงานเดิม เพราะกลัวเสียสวัสดิการ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อพนักงานอยากลาออกแต่ยังต้องทนทำงาน เพราะไม่อยากเสียเสียสิทธิประกันสุขภาพที่บริษัทมีเป็นสวัสดิการให้ จนเกิดเป็นภาวะ ‘Job Lock’ ที่อาจส่งผลเสียต่อตลาดแรงงานมากกว่าที่คิด
Key facts
- ตัวเลขนี้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับสถิติในปี 2021 ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐฯ ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีประชากรฝั่งอเมริกาไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ประมาณ 49%
- ด้านกลุ่มประชากรที่มีรายได้ปานกลางครัวเรือนละ 48,000 - 90,000 ดอลลาร์ต่อปี ถือเป็นกลุ่มที่เกิดภาวะ Job Lock สูงที่สุดที่ 27%
- นอกจากนี้ผลการวิจัยยังระบุอีกว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มจะเผชิญภาวะ Job Lock มากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ 30% ต่อ 20% ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมที่ผู้หญิงต้องแบกรับมากกว่าในทุกๆ ด้าน
- อย่างแรงคือความเครียดทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาล ผู้หญิงอยู่ที่ 56% ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 44% การมีหนี้สินทางการแพทย์ ผู้หญิงอยู่ที่ 22% ผู้ชาย 12% และการป่วยด้วยหลายโรคเรื้อรังพร้อมกัน ผู้หญิงอยู่ที่ 66% ด้านผู้ชายอยู่ที่ 57%
Summary
ตัวเลขนี้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับสถิติในปี 2021 ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐฯ ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีประชากรฝั่งอเมริกาไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ประมาณ 49% ที่ระบุว่าพวกเขาสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้อย่างสม่ำเสมอ
การศึกษากลุ่มตัวอย่างที่พึ่งพาประกันสุขภาพจากนายจ้าง พบว่ายิ่งมีภาระหนี้สินทางการแพทย์ หรือป่วยด้วยโรคเรื้อรัง อัตราการเกิดภาวะ Job Lock ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ที่สำคัญคนที่เผชิญความเครียดรุนแรงเรื่องค่ารักษาพยาบาลในชีวิตประจำวันพุ่งสูงถึง 53% และคนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวที่ไม่เกี่ยวกับความดันและไขมันสูง เกิดภาวะ Job Lock สูงถึง 29% ที่หากเทียบกับคนสุขภาพดีจะอยู่ที่ 17% เท่านั้น และถ้าป่วย 3 โรคขึ้นไป อัตราจะพุ่งสูงถึง 41% โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด (29%), โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (36%), โรคซึมเศร้า (35%) และโรคกลัวหรือวิตกกังวล (33%)