Krungthep Turakij
'ภาวิช' ชี้ พ.ร.บ.การศึกษา2542 'กลายพันธุ์' แนะรื้อสถาปัตยกรรมใหม่ ปลดล็อกอำนาจ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
“ภาวิช” ชี้ พ.ร.บ.การศึกษา 2542 “กลายพันธุ์” จนเหลือแค่กฎหมายขั้นพื้นฐาน แนะรื้อสถาปัตยกรรมใหม่ แยก “กฎหมายแม่บท–กฎหมายปฏิบัติการ” ปลดล็อกอำนาจถึงห้องเรียน
Key facts
- ดร.ภาวิช ระบุว่า ประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มานานถึง 27 ปี และความพยายามจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จหลายครั้ง ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาที่ล้าสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาในเชิง
- กฎหมายแม่บทควรกว้าง ทนทาน และสามารถใช้ได้ 20-30 ปี ขณะที่กฎหมายระดับปฏิบัติการต้องมีความเฉพาะเจาะจง แก้ไขได้ง่าย และปรับตามเทคโนโลยีและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง หากนำสองหน้าที่ที่มีคุณสมบัติต่างกันมาอยู่ในกฎหมายฉบับเดียว
- ดร.ภาวิช กล่าวต่อว่า ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Evolutionary Functional Drift”
- กลับเหลือบทบาทสำคัญเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานและโครงสร้างการบริหารส่วนกลางบางส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่การศึกษาระดับอื่น ๆ ได้มีกฎหมายและกลไกของตนเองไปแล้ว
Summary
ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการเตรียมเสนอหลักการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการต่อคณะรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม 2569 ว่า ขณะนี้สังคมควรให้ความสำคัญกับคำถามที่ใหญ่กว่าการกำหนดเนื้อหาในกฎหมาย นั่นคือ ประเทศไทยควรมีกฎหมายการศึกษาเพื่ออะไร และควรออกแบบโครงสร้างกฎหมายอย่างไรให้สามารถรองรับการพัฒนาคนทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง
ดร.ภาวิช ระบุว่า ประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มานานถึง 27 ปี และความพยายามจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จหลายครั้ง ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาที่ล้าสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาในเชิง “สถาปัตยกรรมของกฎหมาย” เพราะ พ.ร.บ.ฉบับเดียวพยายามทำหน้าที่ทั้งเป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดปรัชญาและทิศทางการศึกษา และเป็นกฎหมายระดับปฏิบัติการที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ
“กฎหมายแม่บทควรกว้าง ทนทาน และสามารถใช้ได้ 20-30 ปี ขณะที่กฎหมายระดับปฏิบัติการต้องมีความเฉพาะเจาะจง แก้ไขได้ง่าย และปรับตามเทคโนโลยีและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง หากนำสองหน้าที่ที่มีคุณสมบัติต่างกันมาอยู่ในกฎหมายฉบับเดียว สุดท้ายกฎหมายก็จะทั้งแข็งเกินกว่าจะบริหารโรงเรียน และละเอียดเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นธรรมนูญการศึกษา” ดร.ภาวิช กล่าว