The Standard
เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ Red Ocean ไปแล้ว ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทและยังมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี ทว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้ ก็ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ
Key facts
- TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน 30%
- ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ Red Ocean ไปแล้ว ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทและยังมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี ทว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้ ก็ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ
- ถึงกระนั้น ความท้าทายในโลกธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคู่แข่ง แต่ยังรวมถึงวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง ทั้งราคาใบชาที่ผันผวนตามฤดูกาลและปรับขึ้นอย่างน้อย 10% รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง
- พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ฉายภาพว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ต่างชาติกระโดดเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชาอย่างต่อเนื่อง
- นำความเชี่ยวชาญ R&D ร่วมพัฒนาเมนูใหม่-ขยายช่องทางขาย
- ที่สำคัญ ไตรทิพย์ได้ย้ำชัดว่า การร่วมทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการก้าวออกจากธุรกิจ B2B ที่ TACC ถนัด แต่เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญเพื่อเข้าสู่ฝั่ง B2C โดยตรง พร้อมแย้มว่ากำลังเจรจาดีล JV กับแบรนด์เครื่องดื่มอีกแห่งในมูลค่าใกล้เคียงกัน
Summary
สะท้อนได้จากการขยายตัวของผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่อยู่ในตลาดแค่ 4 ปี แต่สามารถขยายสาขาได้ถึง 27 แห่ง เรียกได้ว่าการจะเติบโตในสนามนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ฉายภาพว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ต่างชาติกระโดดเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวัน แบรนด์จึงต้องปรับตัวอย่างหนักด้วยการเฟ้นหาช่องทางจำหน่ายและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด
ถึงกระนั้น ความท้าทายในโลกธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคู่แข่ง แต่ยังรวมถึงวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง ทั้งราคาใบชาที่ผันผวนตามฤดูกาลและปรับขึ้นอย่างน้อย 10% รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับสวนทางลดลงทุกวัน แบรนด์จึงพยายามบริหารจัดการต้นทุนเต็มที่เพื่อตรึงราคาให้นานที่สุด ทว่าก็มีแผนอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในช่วงปลายปีนี้หรือปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้