← Back to KHAO

ดึง 53 บิ๊กธุรกิจออสซี่ลงทุน ไฮเทค-เกษตร-รถยนต์ ‘อนุทิน’ ชูเชื่อมอาเซียน ‘เอกนิติ’ เร่ง 3 ข้อบูมศก.

3 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 4 outlets. See llms.txt for citation guidance.

KHAO Verified

Matichon Weekly

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 17 ส.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% เมื่อถามว่า พอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่พอใจ

Key facts

Summary

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 17 ส.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% เมื่อถามว่า พอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่พอใจ

นายเอกนิติกล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ 3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากประเทศออสเตรเลียว่า วันที่ 18 ส.ค. (ตามเวลาที่นครซิดนีย์เร็วกว่าเวลาที่ประเทศไทย 3 ชม.) นายอนุทิน มีกำหนดการเป็นประธานเปิดกิจกรรมพบปะหารือกับภาคธุรกิจ (Networking Reception) ระหว่างกับนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของไทยและออสเตรเลีย จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนไทยกับออสเตรเลีย

นายอนุทิน กล่าวว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง