Thairath
“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด หลังพบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50%
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
“ศศิกานต์” กระทุ้ง “หมอฮา-สุภัทร” ขุดสปสช. ให้สุด อย่าหลุดกลางทาง หลัง สปสช. แจงเส้นทางกระจายงบฯ พบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50% แนะรมว.สาธารณสุข ลุยสอบด้วยตัวเอง
Key facts
- วันที่ 17 ส.ค.2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กถึงกรณีที่งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หลัง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หรือ ‘หมอฮา’ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท
- ขุดสปสช. ให้สุด อย่าหลุดกลางทาง หลัง สปสช. แจงเส้นทางกระจายงบฯ พบค่าบริหารสำนักงานสูงผิดปกติเกือบ 50% แนะรมว.สาธารณสุข ลุยสอบด้วยตัวเอง
- นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า แม้ล่าสุด สปสช. จะออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ว่าเงิน 179,528 ล้านบาท ไม่ได้สูญหาย แต่ถูกกระจายไปให้ รพ.เอกชน-คลินิก เกือบ 18,000 ล้านบาท ขณะที่บริการหมอออนไลน์กว่า 7,400 ล้านบาท และค่ายากว่า 10,000 ล้านบาท
- ที่ได้รับเงินเหมาหัวล่วงหน้าจากภาษีประชาชนไปดูแลคน 47 ล้านคน และเป็นองค์กรอิสระที่ไม่อยู่ใต้การสั่งการของกระทรวงสาธารณสุข แต่ฝั่งโรงพยาบาลที่เป็นผู้รักษาจริงกลับต้องแบกรับภาวะขาดทุน คำถามคือ เงินที่ได้ไปจากรัฐ
Summary
นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า แม้ล่าสุด สปสช. จะออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ว่าเงิน 179,528 ล้านบาท ไม่ได้สูญหาย แต่ถูกกระจายไปให้ รพ.เอกชน-คลินิก เกือบ 18,000 ล้านบาท ขณะที่บริการหมอออนไลน์กว่า 7,400 ล้านบาท และค่ายากว่า 10,000 ล้านบาท ทว่าข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณภายในของ สปสช. ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการความชัดเจน
วันที่ 17 ส.ค.2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กถึงกรณีที่งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หลัง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หรือ ‘หมอฮา’ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ตั้งข้อสังเกตเรื่องส่วนต่างงบฯ บัตรทองปี 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท โดยขอให้เดินหน้าติดตามเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุดเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้สิทธิบัตรทองทั่วประเทศ
ประเด็นต่อมาคือ งบบริหารสำนักงานที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยในปี 2568 อยู่ที่ 1,564 ล้านบาท แต่ปี 2569 สปสช. กลับขอเพิ่มเป็น 2,306 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 741 ล้านบาท หรือเกือบ 50% ภายในปีเดียว จึงต้องมีการตรวจสอบความคุ้มค่า สัดส่วนบุคลากร และอัตราเงินเดือน