Prachachat
หุ้นไทย 2,000 จุด ความฝันที่ต้องมีเครื่องยนต์สองตัว
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมเวทีสัมมนา “Empowering Opportunities เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทย์ของงานคือคำถามที่ค้างคาใจคนในตลาดทุนมาสามปี ว่าตลาดหุ้นไทยที่เคยมีมูลค่าราว 22 ผล้านล้านบาท และหดเหลือราว 16 ล้านล้านบาท พร้อมกับที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมราว 450,000 ล้านบาท จะกลับมามีเสน่ห์ได้อย่างไร และเป้าหมาย 2,000 จุดที่หลายฝ่ายพูดถึงนั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่
Key facts
- ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทย์ของงานคือคำถามที่ค้างคาใจคนในตลาดทุนมาสามปี ว่าตลาดหุ้นไทยที่เคยมีมูลค่าราว 22 ผล้านล้านบาท และหดเหลือราว 16 ล้านล้านบาท พร้อมกับที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมราว 450,000 ล้านบาท
- สัญญาณที่น่าสนใจอีกด้านคือกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังไหลออกต่อเนื่องสองถึงสามปี ปีนี้ไทยกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดของภูมิภาคที่มีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้
- เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมเวทีสัมมนา “Empowering Opportunities เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน”
- ปัจจัยหนุนมาจากภาพเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นโดยขยายตัวเกิน 2% และมีโอกาสไปถึง 2.5% นโยบายการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาวินัย นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายบนเสถียรภาพที่ยังดี และเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
Summary
คำตอบของผู้เขียนคือเป็นไปได้ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าดัชนีตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นด้วยความหวัง หากขึ้นด้วยเครื่องยนต์สองตัวที่ต้องติดพร้อมกัน ตัวแรกคือกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งสะท้อนการเติบโตของธุรกิจจริง ตัวที่สองคืออัตราส่วนราคาต่อกำไร ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนยินดีจ่ายแพงแค่ไหนสำหรับกำไรก้อนเดียวกัน และตัวหลังนี้เองที่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นล้วน ๆ
จากการคำนวณของผู้เขียน หากกำไรต่อหุ้นเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยปีละราว 3.6% และอัตราส่วนราคาต่อกำไรของตลาดขยับขึ้นสู่ราว 18 เท่า ดัชนีก็มีโอกาสแตะ 2,000 จุดได้ ข่าวดีคือขณะนี้อัตราส่วนดังกล่าวฟื้นขึ้นมาอยู่ราว 15.7 ถึง 16 เท่า จากที่เคยตกลงไปเหลือ 12 ถึง 13 เท่าในช่วงก่อนหน้า และหากกำไรเติบโตได้ใกล้เคียง 5% ต่อปี แรงส่งก็จะยิ่งชัดเจนเพราะนั่นหมายความว่าบริษัทจดทะเบียนไม่ได้โตตามน้ำ แต่เพิ่มประสิทธิภาพได้จริง
แต่โจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้เงินไหลเข้าระยะสั้น หากคือการทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศ เพื่อให้เงินที่เข้ามาเป็นเงินลงทุนถาวร ไม่ใช่เงินที่มาเพราะตลาดอื่นน่าสนใจน้อยลงชั่วคราว ที่ผ่านมากระแสปัญญาประดิษฐ์ส่งแรงหนุนมายังหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยบ้างแล้ว ระยะต่อไปต้องจับตาว่าแรงส่งนี้จะกระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นได้กว้างเพียงใด