Prachachat
เมื่อ ‘จีน’ กำลังกลายเป็น มหาอำนาจน้ำมัน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สงครามอิหร่านก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ซัพพลายช็อก” ครั้งใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์วงการค้านํ้ามันขึ้นมา แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า ในขณะที่การสู้รบดุเดือดรุนแรงมากขึ้น ราคานํ้ามันกลับไม่เคยไต่สูงขึ้นไปเกินกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่มีนักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์กันเอาไว้เลย
Key facts
- ครั้งใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์วงการค้านํ้ามันขึ้นมา แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า ในขณะที่การสู้รบดุเดือดรุนแรงมากขึ้น ราคานํ้ามันกลับไม่เคยไต่สูงขึ้นไปเกินกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่มีนักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์กันเอาไว้เลย
- อย่างที่เรารู้กัน อิหร่านประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถเดินทางผ่านได้ เป็นเหตุให้น้ำมันดิบราว ๆ 14 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกกักเอาไว้ในแหล่งผลิต ถึงแม้ว่าประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พยายามลำเลียงน้ำมันดิบราว ๆ 5
- จีนกำกับตลาดน้ำมันดิบโลกโดยอาศัยมาตรการ 3 ระดับ แรกสุดคือคลังสำรองน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งในช่วง 12 เดือนจนถึงต้นปี 2026 ในขณะที่ตลาดมีสัญญาณว่าน้ำมันจะมีมากจนล้นและกดดันราคาน้ำมันดิบให้ลงสู่ระดับต่ำ จีนกว้านซื้อน้ำมันราคาถูก ๆ มากถึงกว่า 200
- เท่ากับว่าจีนสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันในคลังให้มากขึ้นเพื่อรองรับกับความต้องการได้อีกราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ถูกดึงไปใช้และทำให้จีนจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศอีกเพียง 2.5
- กลั่นน้ำมันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก จีนมักเป็นแหล่งน้ำมันให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคมทางการจีนกลับมีคำสั่งให้บริษัทโรงกลั่นของจีนยุติการทำสัญญาส่งมอบน้ำมันและจัดการสัญญาส่งมอบที่ทำไว้แต่เดิมให้แล้วเสร็จ
Summary
เป็นระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษมาแล้ว ที่โอเปกพยายามที่จะควบคุมราคาน้ำมันดิบโดยใช้วิธีการจัดสรรโควตา ประเทศผู้นำเข้าต่าง ๆ จึงไม่สามารถผลักดันให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำได้โดยการเปลี่ยนแปลงประเทศที่จัดซื้อ สาเหตุเป็นเพราะประเทศผู้ซื้อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันน้อยมาก ต่างกับประเทศผู้ขายที่รวมตัวกันเป็นปึกแผ่น และเพราะแต่ละประเทศมีความต้องการน้ำมันภายในประเทศแตกต่างกันมาก ส่งผลให้ตัวแทนผู้จัดซื้อต้องตัดสินใจซื้อ
อย่างที่เรารู้กัน อิหร่านประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถเดินทางผ่านได้ เป็นเหตุให้น้ำมันดิบราว ๆ 14 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกกักเอาไว้ในแหล่งผลิต ถึงแม้ว่าประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พยายามลำเลียงน้ำมันดิบราว ๆ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านเส้นทางท่อลำเลียงน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกันนั้นประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นก็ปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาดราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ถัดมาในจีนยังมีคลังสำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์ (Commercial Stocks) ซึ่งเก็บกักไว้เพื่อทำกำไรเป็นของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ข้อแตกต่างก็คือ โรงกลั่นน้ำมันที่ดึงน้ำมันจากคลังชนิดนี้ไปใช้จำเป็นต้องนำน้ำมันดิบปริมาณเท่ากันเข้ามาชดเชยให้กับคลังให้ได้ภายใน 1 เดือน แต่เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ล้วนแต่เป็นกิจการของรัฐ ดังนั้นเรื่องชดเชยน้ำมันคืนล้วนสามารถทำเป็นข้อยกเว้นได้ในที่สุด