← Back to KHAO
Nation TV
ทรัมป์สับขาหลอก แอบสลับเครื่องบินหนีอิหร่านยิงขีปนาวุธ
·2 min read
Compiled by KHAO Editorial
— aggregated from 7 outlets.
See llms.txt for citation guidance.
✓ KHAO Verified
เปิดแผนสลับเครื่องบินลับ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้รถส่งอาหารแอบย้ายหนี แอร์ฟอร์ซวัน ในตุรกี หลังสื่อแฉส่งหน่วยข่าวกรองดักตรวจพบแผนอิหร่านจ่อยิงขีปนาวุธถล่ม
Key facts
- ซีบีเอสนิวส์ (CBS News) รายงานข่าวเชิงลึกเปิดเผยยุทธการลับของหน่วยดูแลความปลอดภัยประจำตัวประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังพบว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แอบสลับเครื่องบินพาหนะอย่างลับๆ ขณะเดินทางออกจากกรุงอังการา ประเทศตุรกี หลังจบการประชุมสุดยอดผู้นำ นาโต
- แหล่งข่าวระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนที่เครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) จะทะยานออกจากท่าอากาศยานกรุงอังการา ทรัมป์ได้เดินขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำเก่าตามปกติเพื่อให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ แต่ในระหว่างนั้น
- กลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้คณะสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวเดินทางไปบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันโดยไม่รู้เลยว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่บนเครื่องบินลำนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่เตือนให้สื่อปิดม่านหน้าต่างตลอดการเดินทาง
Summary
กลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้คณะสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวเดินทางไปบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันโดยไม่รู้เลยว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่บนเครื่องบินลำนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่เตือนให้สื่อปิดม่านหน้าต่างตลอดการเดินทาง โดยทรัมป์เพิ่งมาเปลี่ยนกลับไปขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ (ที่ได้รับบริจาคจากกาตาร์) ในจุดแวะเติมน้ำมันที่สหราชอาณาจักร ก่อนเดินทางต่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกลับสู่วอชิงตัน ดี.ซี.
แหล่งข่าวระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ในช่วงก่อนที่เครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) จะทะยานออกจากท่าอากาศยานกรุงอังการา ทรัมป์ได้เดินขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำเก่าตามปกติเพื่อให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ แต่ในระหว่างนั้น เขาได้แอบสลับตัวลงมาจากเครื่องบินโดยอาศัยรถบรรทุกส่งอาหารของสนามบินเข้าจอดบังตา ก่อนจะนั่งรถบรรทุกดังกล่าวต่อไปยังเครื่องบินทหารรุ่น C-32A ที่จอดรออยู่อีกลำหนึ่ง
การเปิดเผยเรื่องราวสุดลับดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวอย่างมาก โดยมองว่าการนำขั้นตอนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดระดับชั้นลับมาก (Highly Classified) มาเผยแพร่ต่อสาธารณะ อาจส่งผลกระทบและลดประสิทธิภาพในการคุ้มกันผู้นำสหรัฐฯ ในอนาคต