← Back to KHAO

กรมปศุสัตว์และภาคีเครือข่ายเผยผลสำเร็จวิจัยจีโนมกระบือไทยปีที่ 2 สร้างจีโนมอ้างอิงกระบือปลักไทย วางรากฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ ต่อยอดการปรับปรุงพันธุ์อย่างแม่นยำ

3 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

ซึ่งสามารถพัฒนาโครงสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยได้สำเร็จ พร้อมจัดตั้งระบบฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับประเทศ และสร้างองค์ความรู้สำคัญสำหรับการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยด้วยเทคโนโลยีจีโนม นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับงานวิจัยปศุสัตว์ไทย และเป็นรากฐานในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมกระบือปลักไทยอย่างยั่งยืน

Key facts

Summary

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569  นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ความสำเร็จของโครงการในปีที่ 2 เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการวิจัย ในการนำเทคโนโลยีจีโนมมาประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงพันธุ์กระบือปลักไทย ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจและทรัพยากรพันธุกรรมที่มีคุณค่าของประเทศ ผลงานวิจัยครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ ลดระยะเวลาการปรับปรุงพันธุ์ และเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือไทย

สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสำคัญของโครงการ โดยสามารถสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยในระดับโครโมโซม ที่มีความสมบูรณ์สูง จัดตั้งโครงสร้างการบริหารศูนย์ข้อมูลกระบือแห่งชาติ (National Buffalo Information Center : NBIC) และพัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลพันธุกรรม (E-NBIC) เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลพันธุกรรม พันธุ์ประวัติ และข้อมูลสุขภาพกระบือรายตัวจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถประเมินค่าพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโต จัดทำข้อมูลพ่อพันธุ์

ด้านนางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สวก. มุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการเกษตรของประเทศ โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการศักยภาพของหลายหน่วยงานในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงด้านพันธุศาสตร์สัตว์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนางานวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยในอนาคต

Read full article at Ban Muang →