PPTV HD 36
ไทยรับแรงกดดัน “ภาษี-น้ำมัน-เงินเฟ้อ” เสี่ยงต้นทุนพุ่ง ฉุดกำลังซื้อ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์แรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและไทย โดยมองว่าไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 2 ด้าน ทั้งจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และเส้นทางการขนส่งสินค้า ขณะเดียวกันไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการส่งออก เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
Key facts
- ภาษีสหรัฐฯ 12.5% เขย่าส่งออกไทย เสี่ยงกระทบกว่า 1 ล้านล้านบาท
- อีกแรงกดดันสำคัญ คือราคาน้ำมันและเส้นทางการขนส่ง จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดย รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในตลาดโลกราว 20%
- น้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ เสี่ยงเงินเฟ้อไทยพุ่ง 2-3%
- ข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 อัยการสูงสุดจาก 25 รัฐของสหรัฐฯ และภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ แม้กระบวนการฟ้องร้องจะยังดำเนินอยู่ แต่ในระหว่างนี้มาตรการภาษียังมีผลบังคับใช้
Summary
ประเด็นแรกที่ต้องจับตาคือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยขณะนี้ไทยเผชิญภาษี 12.5% ภายใต้มาตรา 301 จากข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ว่าไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานทาสหรือแรงงานบังคับจากประเทศที่สาม และยังไม่มีมาตรการ กฎหมาย หรือกติกาที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังไม่มีข้อตกลงภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ หรือ Agreements on Reciprocal Trade (ART) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเผชิญอัตราภาษี 12.5% โดย รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า ประเทศที่มีข้อตกลงภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่เผชิญอัตราภาษี 10% ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งใน 41 ประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลงดังกล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับผลผลิตของประเทศไทยที่ถูกมองว่าเกินความต้องการ หรือมีภาวะการผลิตส่วนเกิน ซึ่ง รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินว่า หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีในประเด็นนี้เพิ่มเติม อาจต้องเผชิญภาษีอีก 12.5% ทำให้ในภาพรวมมีความเสี่ยงที่จะเจอภาษีรวมสูงถึง 25% อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบและการฟ้องร้องในสหรัฐฯ ยังดำเนินต่อไป