Prachatai
แนวโน้มรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศ จากการนำเสนอเรื่องราว 'ผู้ก่อเหตุ' สู่การให้ความสำคัญกับ 'เหยื่อ'
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
บทวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อหลายแห่งเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ตามแนวคิด "No Notoriety"
Key facts
- บทวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อหลายแห่งเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ตามแนวคิด "No Notoriety"
- ในต่างประเทศ เหตุกราดยิงหลายครั้งช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีรูปแบบหนึ่งที่ปรากฏซ้ำในการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่นคือการปฏิเสธไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุต่อสาธารณะ กรณีหนึ่งเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2019 ที่เมืองโอเดสซา รัฐเท็กซัส
- งานวิจัยของเทาเวอร์สในปี 2015 ที่ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกราดยิงกับปัจจัยอื่นเพิ่มเติม ก็ไม่พบความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต แต่พบความสัมพันธ์ในระดับสูงกับอัตราการครอบครองอาวุธปืน เทาเวอร์สระบุว่าสื่ออาจมีบทบาทส่วนหนึ่ง
- ก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม 2019 หลังเหตุกราดยิงที่ศูนย์เทศบาลเมืองเวอร์จิเนียบีช ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 คนและบาดเจ็บ 4 คน เจมส์ เซอร์เวรา (James Cervera) หัวหน้าตำรวจเวอร์จิเนียบีช ระบุว่าจะเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุเพียงครั้งเดียว
- จุดเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเหตุกราดยิงโรงภาพยนตร์ในเมืองออโรรา รัฐโคโลราโด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 ซึ่งครอบครัวผู้เสียชีวิตขอให้ผู้ว่าการรัฐไม่เอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุในพิธีรำลึกที่มีการอ่านชื่อเหยื่อ
- มีจุดเริ่มต้นจากครอบครัวของอเล็กซ์ เทฟส์ (Alex Teves) ชายวัย 24 ปีที่เสียชีวิตขณะปกป้องแฟนสาวในเหตุกราดยิงโรงภาพยนตร์ที่เมืองออโรราเมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 ทอม เทฟส์ (Tom Teves) และแคเรน เทฟส์ (Caren Teves) พ่อแม่ของอเล็กซ์
Summary
บทวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อหลายแห่งเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ตามแนวคิด "No Notoriety"
ในเหตุกราดยิงหลายครั้งในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุต่อสาธารณะ เช่น กรณีเมืองโอเดสซาและเวอร์จิเนียบีชปี 2019 งานวิจัยที่วิเคราะห์ข่าวปี 1999-2021 พบจุดเปลี่ยนในปี 2012 หลังเหตุกราดยิงโรงภาพยนตร์ออโรรา รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ที่ทำให้แคมเปญ "No Notoriety" ก่อตั้งขึ้นโดยครอบครัวเหยื่อเพื่อเรียกร้องให้สื่อลดการขยายชื่อเสียงผู้ก่อเหตุ
งานวิจัยรองรับแนวคิด "ปรากฏการณ์แพร่ระบาด" ที่ชี้ว่าการรายงานข่าวอาจกระตุ้นเหตุลักษณะคล้ายกันตามมาราว 20-30% แต่นักวิชาการบางส่วนกลับมองว่าปัจจัยหลักคือการมีอาวุธปืนแพร่หลายมากกว่าการเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ
อดัม แลงก์ฟอร์ด (Adam Lankford) ศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยแอละแบมา หนึ่งในผู้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกปี 2017 ที่มีนักวิชาการและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายรวม 149 คนร่วมลงนาม เรียกร้องให้สื่อไม่ใช้ชื่อหรือรูปของผู้ก่อเหตุ ให้เหตุผลว่าการเผยแพร่ชื่อและภาพของผู้ก่อเหตุมักเป็นการมอบชื่อเสียงและความสนใจให้กับพวกเขา ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ก่อเหตุคนต่อไปพยายามสังหารเหยื่อให้มากขึ้นเพื่อให้ได้รับความสนใจมากขึ้นตามไปด้วย