← Back to KHAO

แนวโน้มรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศ จากการนำเสนอเรื่องราว 'ผู้ก่อเหตุ' สู่การให้ความสำคัญกับ 'เหยื่อ'

12 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

แนวโน้มรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศ จากการนำเสนอเรื่องราว 'ผู้ก่อเหตุ' สู่การให้ความสำคัญกับ 'เหยื่อ'

บทวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อหลายแห่งเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ตามแนวคิด "No Notoriety"

Key facts

Summary

บทวิเคราะห์แนวโน้มการรายงานข่าวกราดยิงในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อหลายแห่งเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ ตามแนวคิด "No Notoriety"

ในเหตุกราดยิงหลายครั้งในต่างประเทศช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มปฏิเสธเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุต่อสาธารณะ เช่น กรณีเมืองโอเดสซาและเวอร์จิเนียบีชปี 2019 งานวิจัยที่วิเคราะห์ข่าวปี 1999-2021 พบจุดเปลี่ยนในปี 2012 หลังเหตุกราดยิงโรงภาพยนตร์ออโรรา รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ที่ทำให้แคมเปญ "No Notoriety" ก่อตั้งขึ้นโดยครอบครัวเหยื่อเพื่อเรียกร้องให้สื่อลดการขยายชื่อเสียงผู้ก่อเหตุ

งานวิจัยรองรับแนวคิด "ปรากฏการณ์แพร่ระบาด" ที่ชี้ว่าการรายงานข่าวอาจกระตุ้นเหตุลักษณะคล้ายกันตามมาราว 20-30% แต่นักวิชาการบางส่วนกลับมองว่าปัจจัยหลักคือการมีอาวุธปืนแพร่หลายมากกว่าการเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุ

อดัม แลงก์ฟอร์ด (Adam Lankford) ศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัยแอละแบมา หนึ่งในผู้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกปี 2017 ที่มีนักวิชาการและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายรวม 149 คนร่วมลงนาม เรียกร้องให้สื่อไม่ใช้ชื่อหรือรูปของผู้ก่อเหตุ ให้เหตุผลว่าการเผยแพร่ชื่อและภาพของผู้ก่อเหตุมักเป็นการมอบชื่อเสียงและความสนใจให้กับพวกเขา ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ก่อเหตุคนต่อไปพยายามสังหารเหยื่อให้มากขึ้นเพื่อให้ได้รับความสนใจมากขึ้นตามไปด้วย

Read full article at Prachatai →