Prachachat
เยนอ่อนค่า…เมื่อ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ กลายเป็นโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจญี่ปุ่น
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน คงมีไม่กี่คนที่คิดว่า “เงินเยน” ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก จะอ่อนค่าลงจนแตะระดับตํ่าสุดในรอบกว่า 40 ปี
Key facts
- ช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เงินเยนอ่อนค่าลงประมาณ 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และอ่อนค่าราว 5.7% จากสิ้นปีก่อน ก่อนที่ต้นเดือนกรกฎาคมจะอ่อนค่าลงแตะระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 40 ปี
- จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปในเดือนมกราคม 2016 เมื่อ BOJ ตัดสินใจใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy: NIRP) ที่ -0.1% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
- แม้ BOJ จะยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบในเดือนมีนาคม 2024 และทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนอยู่ที่ประมาณ 1.0% ในปี 2026 แต่ก็ยังต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ยังมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 3.50-3.75% ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังสูงทำให้ Carry
- เมื่อเงินเยนอ่อน ต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่แข็งแรงพอ ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในเดือนพฤษภาคม 2026 มีบริษัทญี่ปุ่นล้มละลาย 780 แห่ง โดย 45 แห่งมีสาเหตุหลักจากผลกระทบของเงินเยนอ่อน
- ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก จะอ่อนค่าลงจนแตะระดับตํ่าสุดในรอบกว่า 40 ปี
- กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เนื่องจาก SMEs คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออก แต่กลับต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ พลังงาน และสินค้าเพื่อการผลิต
Summary
ผลคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สูงกว่าหลายเท่า เงินทุนจึงไหลออกจากญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนขายเงินเยนเพื่อถือสินทรัพย์สกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าที่เรียกว่า Carry Trade แรงขายดังกล่าวทำให้เงินเยนเริ่มอ่อนค่ารุนแรงตั้งแต่ปี 2021 และเร่งตัวมากขึ้นในปี 2022
ในอดีตทุกครั้งที่โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนของตลาดการเงิน นักลงทุนจำนวนมากมักถือ “ทองคำ” และ “เงินเยน” เพราะเชื่อว่าสามารถรักษามูลค่าได้ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
ผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากได้ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ทำให้ประโยชน์จากค่าเงินอ่อนส่งผ่านกลับมายังเศรษฐกิจภายในน้อยลง ในทางกลับกันญี่ปุ่นต้องเผชิญต้นทุนการนำเข้าพลังงาน อาหาร วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ผลกระทบจึงตกอยู่กับครัวเรือนและธุรกิจภายในประเทศมากกว่าที่เป็นมาในอดีต