iLaw
สรุปข้อกังวลต่อความพยายามแก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติของกมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
23 กรกฎาคม 2569 กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพได้มีการหยิบยกประเด็นความเคลื่อนไหวของกรรมาธิการสาธารณสุข (กมธ. สาธารณสุข) วุฒิสภา ที่เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ให้ประชาชนร่วมจ่าย ซึ่งภาคประชาชนมองว่า ข้อเสนอดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิสวัสดิการของประชาชน โดยมีรายละเอียดในรายประเด็นดังนี้
Key facts
- 23 กรกฎาคม 2569 กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพได้มีการหยิบยกประเด็นความเคลื่อนไหวของกรรมาธิการสาธารณสุข (กมธ. สาธารณสุข) วุฒิสภา ที่เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ให้ประชาชนร่วมจ่าย ซึ่งภาคประชาชนมองว่า
- นิมิตร์ เทียนอุดม บอรด์สปสช. ภาคประชาสังคม กล่าวว่า ในอดีตตอนเริ่มต้นของกฎหมาย มีการกำหนดให้ร่วมจ่าย 30 บาท ต่อมาในยุคที่ นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประเมินผลและพบว่า เงิน 30 บาทที่เก็บได้จากผู้ป่วย
- อย่างสิ้นเชิง เพราะแก่นแท้ที่ภาคประชาชนร่วมกันผลักดันมาตลอดคือ การสร้างสวัสดิการแห่งรัฐที่นำเงินภาษีมาดูแลสุขภาพของประชาชนโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหรือร่วมจ่าย
- ระบบบัตรทองที่ดูแลประชากร 48 ล้านคน ถูกออกแบบมาให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ได้รับสิทธิประโยชน์ที่สำคัญและจำเป็นเหมือนกัน ไม่ต้องประดิษฐ์คำใหม่
Summary
ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ คณะกรรมาธิการที่ผลักดันการแก้ไขกฎหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวิชาชีพแพทย์ ซึ่งมีชุดข้อมูลและมุมมองที่สวนทางกับภาคประชาชน โดยฝั่งแพทย์มักมองว่าระบบนี้ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน ในขณะที่ภาคประชาชนมองว่าไม่ขาดทุนเพราะใช้ภาษีของเรามาใช้ดูแลสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาขน ยิ่งไปกว่านั้น การพยายามปรับโครงสร้างบอร์ดบริหาร (บอร์ด สปสช.) ให้มีสัดส่วนของข้าราชการและกลุ่มผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่ขาดตัวแทนจากภาคประชาชน จะยิ่งเปิดทางให้เกิดการรวบอำนาจบริหาร
นิมิตร์ เทียนอุดม บอรด์สปสช. ภาคประชาสังคม กล่าวว่า ในอดีตตอนเริ่มต้นของกฎหมาย มีการกำหนดให้ร่วมจ่าย 30 บาท ต่อมาในยุคที่ นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประเมินผลและพบว่า เงิน 30 บาทที่เก็บได้จากผู้ป่วย ไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจนคุ้มค่าพอที่จะชดเชยค่าบริการได้ ในขณะเดียวกันกลับสร้างภาระแฝงให้ประชาชนที่ยากลำบาก เช่น ค่าเดินทางและค่าเสียเวลาหยุดงาน จึงมีการยกเลิกไป อย่างไรก็ตามในยุครัฐบาลต่อๆ มา
ในตอนท้ายจินตนากล่าวว่า หากมีการปลดล็อกให้ประชาชนต้องกลับมาร่วมจ่ายได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่าประเทศไทยจะไม่มีระบบประกันสุขภาพหรือบัตรทองที่แท้จริงอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นการนำพาระบบสาธารณสุขไทยก้าวถอยหลังอย่างรุนแรง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการลดภาระการใช้งบประมาณอุดหนุนสวัสดิการสุขภาพ และมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าผลักดันการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ต่อไป