Krungthep Turakij
SCG งัดกลยุทธ์ Daily War ปั้น Super Core สู้ศึกครึ่งปีหลัง พลิกธุรกิจโตยั่งยืน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ว่าเป็นช่วงเวลาที่บริษัทต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่วุ่นวายพอสมควร จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งวัตถุดิบ (Feedstock) ถึง 50% อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรับตัวอย่างรวดเร็วผ่านกลยุทธ์เชิงรุก ทำให้ผลประกอบการออกมาแข็งแกร่งเกินคาด
Key facts
- Low Carbon & Green Innovation มุ่งเน้นปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันมียอดขายในไทยกว่า 80% และกำลังขยายฐานผลิตในเวียดนามเพื่อส่งออกไปสหรัฐอเมริกา
- การปรับโครงสร้างธุรกิจ รวม 3 กลุ่มธุรกิจ (Cement, Building Materials, Smart Living) เข้าเป็นหนึ่งเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Operational Excellence)
- ในไตรมาสที่ 2 เอสซีจีมีรายได้เพิ่มขึ้น 4% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Adjusted Profit) อยู่ที่ 12,600 ล้านบาท ก้าวกระโดดจาก 4,400 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ขณะที่ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ประมาณ 42,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35%
- ASEAN Scale & China Opportunity การรวมฐานการผลิตในอาเซียนให้เกิดสเกลที่ใหญ่ขึ้นเพื่อสู้กับสินค้าจีนที่ล้นตลาด (Over Capacity) ขณะเดียวกันก็เลือกเป็นพันธมิตรกับบริษัทจีนที่มีศักยภาพ
- ประเด็นที่น่าสนใจคือการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยในไตรมาสนี้บริษัทสามารถลดหนี้สินสุทธิลงได้ถึง 39,000 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิเลเวอเรจ (Net Debt to EBITDA) ลดลงจาก 5.5 เท่าในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 3.7 เท่า
- มองข้ามช็อตครึ่งปีหลัง รับมือ Roller Coaster
- เปลี่ยนจากการทำแคมเปญใหญ่ปีละ 4 ครั้ง เป็นการทำแคมเปญย่อยที่เจาะจงกลุ่มลูกค้าได้ทุกสัปดาห์ และยังคงเน้นการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ (Ability to learn skill) เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
Summary
ประเด็นที่น่าสนใจคือการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยในไตรมาสนี้บริษัทสามารถลดหนี้สินสุทธิลงได้ถึง 39,000 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิเลเวอเรจ (Net Debt to EBITDA) ลดลงจาก 5.5 เท่าในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 3.7 เท่า ปัจจุบันมีเงินสดในมือแข็งแกร่งถึง 76,000 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 3.50 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 4,200 ล้านบาท
ในไตรมาสที่ 2 เอสซีจีมีรายได้เพิ่มขึ้น 4% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Adjusted Profit) อยู่ที่ 12,600 ล้านบาท ก้าวกระโดดจาก 4,400 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ขณะที่ Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ประมาณ 42,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง มองว่าสถานการณ์อาจหนักกว่าครึ่งปีแรก จากปัจจัยสงครามที่ลุกลามและผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาอาหารและพลังงานที่จะตามมาในปีหน้า อย่างไรก็ตาม เอสซีจีเชื่อมั่นว่าหากส่งการบ้านตามแผน 2 ปีได้ครบถ้วน บริษัทจะมีความเข้มแข็งในระดับที่เปลี่ยนขีดความสามารถการแข่งขัน (Step Change) และพร้อมรับมือกับทุกความผันผวนในปี 2027 เป็นต้นไป