← Back to KHAO

KTAM เชื่อหุ้นไทยไปต่อ ตั้งเป้าดัชนี 1,600 จุด เดินหน้าจ่ายปันผลกว่า 118 ล้าน

4 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.

2 แหล่งข่าว

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) เ ปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยมีทิศทางการฟื้นตัวที่โดดเด่น มาจากแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ได้แรงหนุนจากการเร่งลงทุนภาคเอกชน และกลุ่มปิโตรเคมีที่ได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

Key facts

Summary

โดยปัจจัยบวกเหล่านี้ ยังคงส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดย KTAM ได้ประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 2569 อยู่ที่ระดับ 1,600 จุด และระดับที่ 1,650 จุดในปี 2570 ภายใต้แรงสนับสนุนจากการบริโภคในประเทศ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และระดับมูลค่าหุ้นไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลายประเทศ ซึ่งภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นนี้ ทาง KTAM จึงประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้นไทย และกองทุนชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน

กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นทุนปันผล (KTSF) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นไทยโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง และให้ผลตอบแทนที่ดี โดยกองทุนกำหนดจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย สำหรับรอบระยะเวลา 1 ก.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา จะเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ ที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย

“แม้ว่าดัชนี SETESG จะให้ผลตอบแทนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 18.32% ซึ่งต่ำกว่าดัชนี SET TRI แต่เรามองว่า ESG ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดในช่วงเวลาสั้น ๆ หากแต่เป็นแนวทางการลงทุนระยะยาวที่ใช้ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ผ่านกระบวนการคัดเลือกบริษัทที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาลที่ดี กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้น ESG และตลาดโดยรวมในช่วงครึ่งปีแรก

Read full article at Kaohoon →