Nation TV
บพท.-อว. ดัน ทุ่งสงโมเดล พลิก 4 ย่านประวัติศาสตร์ สู่เมืองสร้างสรรค์
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
บพท.-อว. นำร่องยกระดับอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ดึงพลังเยาวชนพัฒนา 4 ย่านวัฒนธรรม แก้โจทย์เศรษฐกิจชุมชนสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน
Key facts
- 18 กรกฎาคม 2569 บพท. จับมือ อว. และเทศบาลเมือง ทุ่งสง จังหวัด นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ทุ่งสงโมเดล"
- ยุทธศาสตร์ใหม่จึงมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนบทบาทเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ 13 ตำบล จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้สืบทอด”
- ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน โดยมีการกระจายสัดส่วนบทบาทผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล ไม่ได้ผูกขาดโดยภาครัฐ แบ่งเป็น นักจัดการทุนวัฒนธรรม ร้อยละ 25.93 ชุมชนและกลุ่มวัฒนธรรม (ภาคประชาสังคม) ร้อยละ 24.07 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ข้อมูลจากคณะวิจัยจำแนกพัฒนาการประวัติศาสตร์ทุ่งสงออกเป็น 5 ยุค ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (รัฐโบราณคาบสมุทร 6,500 ปีก่อน) ยุคอยุธยาที่มีการจัดสรรที่ดินแบบ “นา–ทุ่ง–โคก–ควน”
Summary
18 กรกฎาคม 2569 บพท. จับมือ อว. และเทศบาลเมือง ทุ่งสง จังหวัด นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ทุ่งสงโมเดล" เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม มาปลดล็อกข้อจำกัดทาง เศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้นฟู 4 "ย่านวัฒนธรรม" ประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตชีวา พร้อมดึงพลังเครือข่ายเยาวชนในพื้นที่ ร่วมเป็นผู้สร้างคุณค่าและขับเคลื่อน มูลค่าทางการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร หวังยกระดับจาก เมืองรอง ที่เคยซบเซา สู่ต้นแบบ "เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์"
การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปิดเผยพิมพ์เขียวผลการศึกษาวิจัย เรื่อง ‘การพัฒนาเมืองแห่งทุนวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน’ และโครงการ ‘การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งโอกาสทางประวัติศาสตร์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคใต้ รายงานการวิจัยฉบับดังกล่าวระบุถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหรือเพนพอยต์สำคัญของเทศบาลเมืองทุ่งสงในปัจจุบันว่า
"ทุ่งสงโมเดล" จึงเป็นหมุดหมายสำคัญว่า การนำงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้งบประมาณสนับสนุนของรัฐ (กองทุน ววน. และ บพท.) จะสามารถปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และแปรเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่จับต้องได้จริงของชุมชนได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป